Back to student life in Lancaster.

posted on 05 Oct 2011 18:35 by jjapha in Diary
กลับมาอัพอีกครั้งหลังจากหาย(หัว)ไปนานมากมาย จริงๆแล้วบล็อกนี้ได้กลายเป็นลูกเมียน้อยตั้งแต่เราแยกบล็อกคนกับบล็อกดอลล์ค่ะ บล็อกดอลล์นี่เดือนนึงอัพ 3-4 เอ็นทรี่ (เพิ่งมาช่วงปีนี้ที่เป็นโรคซึมเศร้าก็อัพน้อยลง) ส่วนบล็อกคนนี่เงียบฉี่เลย
 
ตอนนี้เราก็ได้พลัดพรากจากลูกน้อยทั้ง 14 คน (รวม Alev กับ Aliv ที่แชร์กับพี่ผึ้ง) มาสิงสถิตย์ใช้ชีวิตนักเรียนอยู่ใน The University of Lancaster เมือง Lancaster, Lancashire , UK มาได้ 5 วันแล้วค่ะ หลังจากนี้ก็คงจะอัพชีวิตของเราที่บล็อกนี้ เมื่อเวลาและสถานการณ์สะดวก แต่รูปส่วนใหญ่เราก็แปะไปในเฟสบุ๊คแล้วค่ะ
 
รูปตอนออกเดินทางลืมเอาออกมาจากบีบี เอาเป็นว่าโผล่มาก็เป็นรูปที่สนามบินอาบูดาบีที่เราเปลี่ยนเครื่องเลย
 
เราซื้อตั๋วเครื่องบินกับ STA Travel ค่ะ ที่นี่เขาจะรับทำ ISIC (International Student Identity Card) ให้ด้วยราคาก็ 200 บาท แต่ต้องได้วีซ่านักเรียนก่อน (Tier-4 Visa) ซึ่งเวลาซื้อตั๋วเครื่องบินก็จะทำให้ได้ราคาตั๋วนักเรียนไปโดยปริยาย เราเดินทางด้วยสายการบิน Etihad ค่ะ ตอนแรกจะไป Emirates แต่ดันอายุเกิน (จำกัดอายุที่ 32 ปี) ก็เลยซื้อตั๋วนักเรียนของ Emirates ไม่ได้ แต่ Etihad ไม่จำกัดอายุ ตั๋วปรกติ กทม.- แมนเชสเตอร์ ราคาประมาณ 25000 บาทค่ะ (ตั๋วการบินไทย บินแค่ไปที่ลอนดอนแล้วต้องไปต่อสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ตั๋วราคา 60000 บาท) พอมี ISIC แล้วเหลือ 15420 ค่ะ (จริงๆ 15220 มีค่าทำการ์ด 200 บาท)
 
ความเห็นเราเราโอเคกับ Etihad เลยนะ มีหนังดูให้เลือกแบบจุใจ อาหารดีกว่าการบินไทยอีก พนักงานก็น่ารักดี บินจากไทยไปอาบูดาบี แอร์เป็นคน UAE บินจากอาบูดาบีไปแมนฯ แอร์เป็นคนอังกฤษ แต่ขำหน่อยว่าอาหารร้อนยามดึกมีให้เลือกเป็น chicken noodle กับ roasted beef ตกลงว่ามันคือบะหมี่ถ้วยนิชชิน กับขนมปังใส่เนื้อ น้องคนไทยคนหนึ่ง (เจอกันโดยบังเอิญ) ก็บ่นตลอดว่าไม่คิดว่าจะต้องกินบะหมี่ถ้วยบนเครื่องบิน เลยบอกว่าปรกติน้อง ตอนพี่บิน United airlines ก็ได้บะหมี่ถ้วนเป็นอาหารร้อนยามดึกเหมือนกัน
 
เอาว่าพล่ามมายาวแล้วแปะรูปนะคะ
 
ตอนนั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบีค่ะ
 
 
รูปนี้น้องพลอยที่รู้จักกันผ่านน้องฝนและน้องรัตน์ (ที่รู้จักกันผ่าน face book) ถ่ายให้ค่ะ น้องเค้าได้เบอร์มือถือเรามาจากฝน (และฝนส่งต่อให้รัตน์) น้องเลย what's app มาทักทาย แล้วก็เห็นว่าไปไฟลท์เดียวกันเลยเปลี่ยนที่นั่งมานั่งใกล้ๆกัน
 
น้องพลอยจะนอนหลับบนเครื่องบินไม่รถ จะนั่งรถ ลงเรือ เครื่องบิน น้องเค้าจะไม่หลับ ในขณะที่อีพี่ที่นั่งข้างๆ (เราเอง) ตัดช่องน้อยแต่พอตัวหลับเอาๆๆๆๆๆ จนน้องคงอยากฟาดหัวพี่สักป๊าบ มาถึงนี่น้องพลอยก็ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า ไม่สบายด้วย อา น่าจ๋งจ๋านนนน
 
มาลงเครื่องที่สนามบินแมนเชสเตอร์ค่ะ ซึ่งจากตรงนี้จะนั่งรถไฟไปแลงแคสเตอร์ก็ได้ แต่มันจะไปลงในตัวเมือง ต้องนั่งรถเมล์ออกมาที่มหาลัยเอง ตรงนี้ทางมหาลัยก็มีบริการรถ coach รับส่งจากสนามบินแมนเชสเตอร์มาที่มหาลัยโดยตรง ราคา 20 ปอนด์ ก็สำหรับหมู่เฮาที่กระเป๋าใหญ่ และหนักเป็นกระเหรี่ยงอพยพมาก็มักจะเลือกออปชั่นรถ coach อยู่แล้น
 
 
 
นั่งรถมาได้สักพักก็ผ่านย่านชุมชนเล็กๆ ต้องบอกว่าเล็กจิ๋วหลิวกระทัดรัดมากมาย แล้วก็รอบๆนี่ก็มีแต่ทุ่งหญ้าสีเขียว มีแต่แกะกับวัว แบบว่าชนบทอังกฤษโดยแท้ พอเข้ารั้วมหาลัยก็จะมีเด็กๆจาก college ต่างๆ (อารมณ์บ้านกริฟฟินดอร์ สลิธอเรียน ราเวนคลอร์ ฮัฟเฟิลพัพ ประมาณนั้น) มาถือป้ายชูโห่หิ้ว กรี๊ดกร๊าดต้อนรับ แล้วคนขับรถ coach ก็จะบีบแตรตอบรับ เป็นที่เฮฮาดี
 
จากนั้นก็ลงจากรถแล้วแยกเข้าบ้าน เอ๊ย เข้า college พวกมาเรียน ป.โทขึ้นไปก็อยู่ Graduate college กันหมด (มั้ง) นอกนั้นก็มีบ้านอื่นๆอย่าง Carmel college, Lonsdale college, Grizadale college, etc. แต่ละบ้านก็มีจัดกิจกรรมรับน้อง แดกเหล้า เข้าบาร์ พาไปบ่อน (จริง) เอาเป็นว่าอาทิตย์นี้เมาอ้วกกันตลอด แต่ละ College ก็จะมีบาร์เป็นของตัวเอง อย่างของ Graduate college ก็มี Grad Bar ซึ่งห้องใครอยู่ตรงนั้นก็หนวกหูบรม ขนาดแฟลตเราอยู่ห่างออกมาตั้งไกลยังได้ยินเสียงเลย 
 
มาถึงก็ไปรับกุญแจที่สำนักงานผู้ดูแล (Residence Office) ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Porter กุญแจห้องก็จะคล้องแผ่นทองเหลืองกลมๆแบนๆบอกห้อง อย่างของเราคือ บ้าน 14 (ที่จริงมีชื่อบ้านนะ แต่จำไม่ได้) C (อยู่ชั้น 3) ห้อง 25 แล้วก็เอาไอ้แผ่นทองเหลืองนี่แหละไปแลกกุญแจตู้จดหมายซึ่งจะเรียงตามตัวอักษรของนามสกุล เวลาไปเอาของก็ต้องไปเปิดทั้งตู้แล้วโกยจดหมายทั้งหมดมาหาเอาเองว่าอันไหนเป็นของเรา
 
และความซวยก็บังเกิดเมื่อบ้านที่เราอยู่ไม่มีลิฟท์ (ซึ่งหอพักใน Florida state ที่เราไปเรียนจะมีลิฟท์ทุกหอ ที่นี่จะมีเฉพาะพวก studio ที่มีห้องครัวห้องน้ำห้องนอนในตัวเสร็จ ส่วนของเราเป็น superior ensuite ในห้องมีห้องน้ำกับห้องนอน แต่ครัวจะแชร์กับ flatmade) อีนี่ก็สตรองมากแบกกระเป๋าขึ้นชั้น 3 เอง ใครถามว่าให้หาคนช่วยมั้ย (คนถามเป็นผู้หญิงก้ช่วยไม่ไหว) เราบอกไม่เอา เราโอเค
 
เอาเป็นว่าก็ลากกระเป๋าขึ้นมาจนได้แหละ แต่ดันไขประตูห้องไม่เป็น ต้องทิ้งกระเป๋าไว้แล้วไปตามเจ้าหน้าที่มาช่วยสอนวิธีเปิดประตู (โง่วววมากเลยกรู)
 
และนี่คือห้องจ้า
 
วิวจากห้อง
 
จากประสบการณ์สมัย ป.โทที่ฟลอริด้า จำได้ว่าเปิดห้องเข้ามามีแต่ฟูกเปล่าๆหมอนผ้าห่มอะไรไม่มี คราวนี้ตอนจองหอเขาถามว่าจะเอา bedding pack มั้ย ราคา 35 ปอนด์ (น่าจะนะ) นี่ก็สั่งดิคะ แล้วก็มาพบสัจธรรมว่ามันห่วยมากไม่คุ้มราคาทั้งหยาบทั้งแข็ง Duvet ก็ฟีบไม่นุ่ม เหมือนเศษฟางแห้งๆเอามายัด (เวอร์ๆ) หมอนก็ฟีบแฟบมาก แต่เอาเหอะ ไว้หนาวกว่านี้อยู่ไม่รอดค่อยไปซื้อ Duvet มาใหม่ ที่ในห้องมีหมอน 2 ใบเพราะภาพนี้ถ่ายหลังจากไปช้อปปิ้งในเมืองแล้วค่ะ ได้หมอนมา 1 ใบแพงเหมือนกัน 12 ปอนด์ แต่นุ่มหนา ไม่ปวดคอ (เกี่ยวมั้ย)
 
 
ใต้เตียงจะมีที่ให้เก็บของค่ะ ยกฟูกขึ้นมาแล้วเปิดที่เก็บแบบนี้ ตอนนี้กระเป๋าเดินทางก็ได้ลงไปนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้นแล้ว 
 
 
 
 
จริงๆอยู่ ensuite ก็ดี เพราะครัวกว้างมาก แล้วก็แยกจากห้องนอน พวกที่เป็น studio อย่านึกว่าจะกว้างขวางอะไร ถ้าเทียบกับอเมริกา ห้อง studio มีห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัว walk-in closet กว้างขวางราคาประมาณ 600 ดอลลาร์ต่อเดือน คิดเป็นเงินประมาณ 18000 - 20000 บาท ส่วนที่อังกฤษ ห้องแคบมากมาย ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าห้องเราในรูปข้างบน แต่มีพื้นที่ครัวเพิ่มขึ้นมาจึ่งนึงตกเดือนละ 500 ปอนด์ คิดเป็นเงินประมาณ 25000 - 30000 บาท เราว่าช้อยส์ ensuite ดีกว่า อย่างน้อยตอนทำกับข้าวห้องนอนก็ไม่เหม็น
 
เราโชคดีด้วยที่ Flatmade เราไม่บ้าคลั่งทำอาหาร ครัวเลยไม่รก ของไม่เยอะ ไปดูแฟลตของน้องๆพี่ๆคนไทยอื่นๆที่อยู่ร่วมกับคนจีน (แฟลตเมทเราก็คนจีนนะ) ในครัวจะฟินาเล่มาก ข้าวของเยอะไปหมด แฟลตเราโชคดีมากแล้วล่ะถึงได้โล่งสะอาดแบบนี้ ส่วนที่เป็นครัวกับโถงจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ แต่ในห้องตัวเองต้องทำความสะอาดเองค่ะ
 
อ้อ แล้วที่นี่ก็มีการให้ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง กาต้มน้ำ อุปกรณ์ในเตาอบให้ เทียบกับหอที่อเมริกาแล้วดีกว่ามากมาย แต่ก็มีบางอย่างแย่กว่าอย่างที่อเมริกาจะมีระบบความร้อนทำงานตลอดเวลา แต่ที่นี่ทุกอย่างจะปิดหลัง 5 ทุ่มใครจะอาบน้ำ เปิดฮีต จะไม่มีความร้อนใดๆออกมาฮร่า (เขาบอกว่าเพื่อการลดโลกร้อน สรุปว่าอเมริกาไม่แคร์สื่อตรูจะฟุ่มเฟือยสินะ
 
อีกอย่างนึงคือไม่มีเครื่องล้างจานค่ะ แล้วที่นี่ก็ไม่บ้า paper towel ด้วย ถึงมีเครื่องล้างจานเราก็ไม่ใช้ แต่เอาไว้เป็นที่ตากจานค่ะ จะเห็นได้ว่าอเมริกานี่วัฒนธรรมบริโภคฟุ้งเฟ้อมาก ที่อังกฤษเขาให้เป็นที่คว่ำจานกับผ้าเช็ดโต๊ะแทน นั่นแหละถูกต้องแล้วไม่ใช่อะไรก็เอากระดาษเช็ดแล้วก็ทิ้ง ขนาดแปรงขัดส้วมอเมริกายังขัดแล้วปลดหัวแปรงทิ้งเลยเพื่อจะได้ไม่ต้องล้าง อะไรจะขี้เกียจปานนั้น
 
เมื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้แล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือโทรหาน้องคนไทยที่เจอกันบนเฟสบุ๊คค่ะ น้องเค้าเป็นตัวแทนนักเรียนไทยที่นี่ทำงานให้กับ international center คอยดูแลน้องๆคนไทย (ประมาณ Thai student embassador) ปรกติทาง international center จะต้องส่งลิสต์นักเรียนไทยให้น้องฝนค่ะ แต่ปีนี้มีหลุดไปเยอะมาก นับไปนับมาปีนี้มีคนไทยมาเรียนที่นี่ปาไปจะ 30 กว่าคนแล้วววว
 
เข้าเรื่องต่อ เหตุใดจึงโทร นั่นคือวัฒนธรรมรับมรดกกร้ะ เป็นอะไรที่ได้เรียนรู้จากตอนไปอเมริกาเหมือนกันว่าพี่ๆที่เค้าเรียนจบไปแล้วเค้าก็จะทิ้งข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้น้องๆรุ่นหลัง ใครอยู่ทนอยู่นาน (พวกปริญญาเอก) ก็จะกลายเป็นบ้านที่รับฝากของไป แต่อนิจจาปีนี้นักเรียนไทยมาเรียน pre-course กันเยอะ เลยเหลือของให้ปล้นไม่เท่าไหร่ แต่ได้หม้อ กระทะ จาน ตะหลิว แก้วน้ำ ช้อนส้อม มาก็ฟินาเล่แล้ว ขาดแค่เขียงกับมีด ซึ่งในมหาลัยก็มี supermarket เล็กๆให้ 2 ที่ค่ะ ก็ไปซื้อ