[Travel] 3rd time in Singapore
posted on 18 Oct 2009 09:48 by jjapha in Travelครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ไปสิงคโปร์ ประเทศที่เล็กกว่ากรุงเทพ แต่ด้วยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย และดูเหมือนผู้คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเป็นญี่ปุ่น ไม่อยู่ห้องแคบๆเหมือนฮ่องกง รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพ และประชากรทุกคนพูดภาษาอังกฤษกันคล่องปรื่อ
ไปสิงคโปร์ 3 ครั้ง แต่ไปเรื่องงานล้วน แต่ละครั้งก็ห่างกัน 4-6 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือตึกใหม่ๆงอกขึ้นมา มีการถมทะเล และพยามปรับปรุงประเทศให้มี "สถานที่ท่องเที่ยว" มากขึ้น
คราวนี้มีวาสนาได้นอนห้องสวีท โรงแรม Mandarin Oriental Hotel ฟรอท์บอกว่าอัพเกรดให้ ไม่รู้เพราะอะไร?
ห้องน้ำมี 2 ห้อง ห้องรับแขก 1 ห้องที่ห้องนอน 1 ห้อง วัดพื้นที่โดยรวมแล้วใหญ่กว่าชั้น 2 ของบ้านเราอีก 555 อาหารที่โรงแรมนี้อร่อยมาก กินแล้วรู้เลยว่าของดีทุกอย่าง เป็นอาหารโรงแรมที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาเลยค่ะ ขนาดอาหารไทยยังรสชาติใช่เลย กิมจิก็เข้มข้นมาก อาหารญี่ปุ่นก็เป๊ะ แบบว่าอร่อยโคตร กินจนทำส้วมเต็มไปเลย (เริ่มทุเรศแล้ว)
มาถึงวันแรกราวๆเที่ยง เช็คอินแล้วก็พาโน๊ต (เพื่อนที่ไปด้วยกัน) ไป Santosa เกาะที่เมื่อก่อนเป็นฐานทัพทหารตอนสมัยสงครามโลก + เป็นที่คุมขังนักโทษด้วย ชื่อเดิมเป็นอะไรเกี่ยวกับทหารๆนี่แหละ แต่ชื่อ Santosa แปลว่าความสงบร่มรื่นอะไรทำนองนี้
เปลี่ยนไปเยอะจากที่เคยไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โมโนเรลรอบเกาะก็ไม่มีแล้ว ด้านหน้ากำลังปรับปรุงใหม่ ดูท่าทางจะทำเป็นคาสิโน รีสอร์ท แล้วก็สวนสนุก อารมณ์ประมาณลาสเวกัสมั้ง
ทางเข้าเกาะ
ตอนไปคราวก่อนซื้อแพคเก็จไป น่าจะราวๆ 60 สิงคโปร์ดอลลาร์ จะมีนั่งเคเบิลข้ามไปเกาะ เข้า Underwater world / butterfly garden / dolphin show อะไรประมาณนี้แหละค่ะ แต่สำหรับหมู่เฮาที่เคยเห็นอะไรเทือกนี้มาแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่ซื้อแพคเกจ กะว่าจะเข้าสวนผีเสื้ออย่างเดียว
ปรากฎว่าคิดผิดมหันต์เลยล่ะ แบบว่าแทบไม่มีอะไรทำเลย สวนผีเสื้อก็แพงมากจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วค่าเข้า 10 เหรียญ ตอนนี้เป็น 16 เหรียญ แล้วก็มีเครื่องเล่นเพิ่มขึ้นอีก 2-3 อย่าง แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเสียเงินแยกต่างหาก แถมโชว์แสงสีเสียงก็ไม่ฟรีอีกต่อไปแล้ว เก็บตังค์ 10 เหรียญ เริ่มแสดงตอนเกือบ 2 ทุ่มอีกต่างหาก ก็เลยไม่ได้อยู่รอดุ เอาเป็นว่าไปเดินเท้าเมื่อยตุ้มเล่นๆในเกาะประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับค่า
ด้านหลัง Merlion (ปลอม ตัวจริงอยู่หน้าโรงแรมฟูลเลอตัน) ทำเป็นทางเดินสวยๆ คิดว่าถ้าเอาดอลล์ไปคงถ่ายรูปตรงนี้ได้ทั้งวันแน่ๆ ดีที่ไม่ได้แบกไป
ใน butterfly garden ที่แสนจะน่าผิดหวัง เพราะผีเสื้อน้อยมั่กๆ มีเจ้านกตัวนี้แหละที่เชื่องสุดๆ (เกี่ยวไหมเนี่ย)
ตู้เลี้ยงตัวอ่อนผีเสื้อ พอมันฟักออกจากดักแด้ก็จะบินอยู่ในสวนนี้ฮร่า
จบจากผีเสื้อเป็นก็มาเป็นผีเสื้อตาย กระทั่งส่วนนี้ก็เปลี่ยนไป เหมือนของมันน้อยลงยังไงก็ไม่รู้
ออกมาเสร็จไม่รู้จะทำอะไร จะไปเล่นอย่างอื่นก็แพงมาก แถมเคยเล่นที่สวนสนุกทีอเมริกามาหมดแล้ว เลยหาของฟรีทำ นั่นคือไปเดินป่า
เดินป่าจริงๆ เขาแจกแผนที่ทางเดินสำรวจธรรมาชาติมาให้ แต่อีสองตัวนี้ดูไม่เป็นเดินหลงไปโน่นมานี่ มั่วไปหมด เหนื่อย ร้อน รองเท้ากัดด้วย (โน๊ต) สุดท้ายกลับดีกว่า
เห็นได้กว่าด้านหน้าเกาะกำลังมีการปรับปรุงโฉมครั้งใหม่ สงสัยว่าถ้ากลับมาสิงคโปร์ครั้งที่ 4 ต้องมาเยือนเสียแล้ว
เมอไลออนมีการปรับปรุงเหมือนกัน เห็นได้จากว่ามีผมงอกด้วย (ไม่ใช่แล้ว) เพิ่งรู้ว่าขึ้นไปได้แต่เสีย 10 กว่าเหรียญ เลยไม่เอา
กลับมาแบบงงๆ แล้วก็ไปกิน hotpot ที่ห้างใกล้ๆโรงแรม ก็จบวันที่ 1
วันที่ 2 หลังจากอบรมเสร็จก็เดินไปเมอไลออนตัวจริง ที่อยู่หน้าโรงแรมฟูรินตัน
ถ่ายกลับมาที่โรงแรมโดมด้านซ้ายคือ แอสพลานาร์ด เป็นโรงละครขนาดใหญ่ มีทั้งเพลย์ ทั้งคอนเสิร์ต แสดงเป็นระยะๆ ตรงที่เอาแขนบังคือโรงแรมที่พักเจ้าค่ะ ส่วนตรงหัวข้าพเจ้าคือ Marina Square Mall
ถ่ายรูปเสร็จชมเมืองต่อ ถ่ายรูปกับท่าน Stamford Ruffle คนอังกฤษที่มายังสิงคโปร์ พร้อมลงนามกับเจ้าถิ่น + ลอร์ดฟาควา แล้วบุกเบิกสิงคโปร์ให้เป็นเมืองท่าที่มีความเจริญญญญญญญ
Victoria Theatre and Concert Hall
Supreme Court and City Hall
เดินย่ำต็อกกันมาเรื่อยๆที่ Boat Quay สถานที่สำหรับขึ้นเรือชมปากอ่าวสิงคโปร์ ดูบรรยากาศแล้วเหมือนชิคาโก เลยไม่ขึ้น (ที่จริงงกใช่ไหมเนี่ย?) เลยหาข้าวกินตามร้านริมฝั่งอ่าวดีกว่า
ช่วงนี้มี Oktober feast (เทศกาลกินเบียร์เดือนตุลาคมของคนเยอรมัน) ต้นซอยเลยฝรั่งตรึม บาร์เพียบ แต่ถ้าเดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเป็นร้านอาหารเลียบอ่าว เจอฮาร์ดเซลล์เป็นระยะๆโดยเฉพาะร้านอาหารจีน ตอนแรกก็ว่าจะกินอาหารทะเลอยู่ แต่กลัวคนขาย เลยเดินไปเรื่อยๆ
จบที่ร้านเกาหลี ร้านโซบัน ตัดสินใจกินเพราะคนขายไม่น่ากลัว (ตั้งกะต้นซอยเจอยัดเมนูเข้ามาตรงหน้า เล่นเอาขวัญหนีดีฝ่อ) เห็นร้านว่างๆ โต๊ะสวยๆ มีกล้วยไม้ด้วย (สำคัญมาก) เลยเอาร้านนี้แหละ อาหารอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เสียดายกินไม่หมด แบบว่าเบรคบ่ายยังย่อยไม่หมดเลยยยยย คือสั่งไป 3 อย่างเท่านั่นแหละฮร่า ที่เหลือเครื่องเคียง แล้วดันกินเครื่องเคียงเสียเกลี้ยงเลย (โดยเฉพาะกิมจิ อร่อยมาก)
เดินกลับถ่ายวิวกลางคืน ด้านขวามือคือโรงแรม Fullerton โรงแรมเก่าแก่โคตรๆ แบบว่าไม่รู้ตั้งกะสมัยท่านรัฟเฟิลมาบุกเบิกหรือเปล่า
กลับมาที่เมอไลออนอีกที ตอนนั้นอิ่มมากๆยังบอกโน๊ตเลยว่า ถ้าอ้วกจะมาพ่นแข่งกับเมอไลออนเนี่ยแหละ
วันที่ 3 จบคอร์ส รับประกาศนียบัตร แล้วเดินมาที่ Suntec City ตรงฟู้ดคอร์ทที่ชื่อว่า Food republic ตกแต่งเป็นตีมห้องสมุดน่ารักมากๆ กินข้าวมันไก่ไหหลำ แบบว่าอร่อยจนน้ำตาเล็ด นี่ขนาดร้านในศูนย์อาหารนะเนี่ย
จากซันเทคเดินต่อมาที่ CityLink Mall ไปที่น้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง จะมีการปิดน้ำพุเพื่อให้คนเดินลงไปบูชายัญ เอ๊ย ไปอธิษฐาน โดยให้เอามือแตะน้ำไว้แล้วเดินวนขวาไป 3 รอบพร้อมอธิษฐานสิ่งที่อยากได้เงียบๆไป
ลงไปร่วมพิธีกรรมกับเขาด้วย
วันที่ 4 ช้อบกระจายก่อนกลับบ้าน เช็คเอาท์ เอากระเป๋าฝากฟร้อนท์ไว้แล้วไป Orchard Road ตอนเช้าเดินไป National Museum ผ่านแลนด์มาร์คต่างๆเช่นอันนี้ Stamford House 1904 แต่ไม่รู้ว่ามันคืออันหยัง? แต่เห็นว่ามีร้านขายของแบรนด์เนมด้วย
ปกติค่าเขาพิพิธภัณฑ์จะ 10 เหรียญ แต่วันนี้ฟรี เพราะเป็นวันอะไรสักอย่าง ถ่ายรูปกับดิสเพลย์อันแรก คือการบุกเบิกสิงคโปร์
เนื่องจากประเทศนี้ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปสมัยพระเจ้าวรมัน สิ่งที่พิพิธภัณฑ์เก็บก็จะเป็นภาพถ่าย เสื้อผ้า อาหารการกิน ที่มีอยู่มาตั้งแต่ประเทศนี้เริ่มก่อตั้ง เช่นภาพครอบครัวตะวันตก ครอบครัวมาเล ให้เห็นถึงวัฒนธรรมอะไรทำนองเนี้ยก้า
ให้ดูรูปบรรพบุรุษไอ้ลุค 55555
ยุคสมัยเปลี่ยนไป แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมยังใช้โน๊ตบุ้ค
เริ่มประกวดนางงาม และหิ้วปราดา
ส่วนกองทัพยของจิ๋นซีก็ต้องฟังซาวอะเบาท์ผ่อนคลายความเครียดจากสนามรบ
โปสเตอร์หนังเก่า และหนังสือพิมพ์แจ้งตารางหนัง
เครื่องแต่งกายอุปรากรณ์จีน - ก็คืองิ้วนั่นแหละ
จากนั้นก็เข้าสู่ส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ท่านจะได้รับ Companian แบบในรูป เพื่อประกอบการเข้าชมพิพิธภัณฑ์
ศิลาจารึกสิงคโปร์ (Singapore Stone) ปัจจุบันยังไม่มีใครอ่านออกว่าเขียนว่าอะไร (จริงแล้ว ดีเซฟติคอนมาเขียนใช่ไหมล่ะ)
รถขนศพสมัยโน้นนนนนน
ถ่ายกับพิพิธภัณฑ์ก่อน นั่ง MRT ไปลงสถานี Orchard เวลาซื้อตั๋วจะได้บัตรแข็งมา พอออกจากสถานีก็เอาบัตรแข็งนี้ไปเสียบในตู้ซื้อตั๋วอีกครั้งเพื่อเอา deposit คืน 1 เหรียญ
มาถึงก็ลุยห้างเปิดใหม่ Ion ห้างหรูแบรนด์เนมกระจาย ชั้น 1-2 จะอารมณ์เหมือนเกสรพลาซ่า แตะอะไรไม่ได้เดี๋ยวเหากินหัว แต่ชั้นใต้ดิน 1 -4 อารมณ์ระดับเซ็นทรัลเวิร์ล
อาหารกลางวันเป็นเทปปังยากิปลาไหลเจ้าค่ะ
ถ่ายรูปหน้าห้างมาให้ยล
ฝั่งตรงข้ามเป็นห้างราชวงศถัง (Tangs Mall) อารมณ์เป็นห้างจริงๆ เหมือนห้างโรบินสัน ห้างเซ็นทรัล ไม่มีสวนของพลาซ่า ที่สูงข้างๆหลังเป็นโรงแรมมาริออท
ทากาชิมาย่า อยู่ไม่ไกล เข้าไปแล้วต้องวิ่งออกมาทันทีเพราะเจอคนต่อคิวซื้อหลุยส์ติงต๊อง ของมันถูกก็งี้แหละคนต้องแย่งกันซื้อ เผอิญใช้แต่ของแพง ของถูกๆอย่างหลุยส์เลยไม่สน (ประชดทั้งดุ้น)
เจอฮาร์ดเซลล์ไปที่อิเซตัน แต่อิชั้นรอด (ใครเสร็จน่าจะเดาได้) 5555555
ขากลับถ่อสังขารแบบเหนื่อยๆ แล้วพบว่ายังไม่ได้ซื้อขนมของฝากอะไรเลยสักอย่าง ซูเปอร์ที่นี่ก็หายาก ที่จริงคือไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายเลยไปได้ขนมญี่ปุ่นกลับไปฝากเพื่อนที่ทำงานเสียนี่ เฮ้อ
จบแล้วค่าทริป 4 วัน จริงๆก็อยากเขียนมากกว่านี้ แต่อัพบล็อกมาตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ เหนื่อยแล้ว แถมพบว่าเขียนยาวๆไปก็ไม่มีใครอ่านเสียด้วย 555555
สิ้นปีนี้จะไปเชียงรายเจ้าค่ะ แล้วจะคาบทริปในประเทศมารายงานต่อไป
edit @ 19 Oct 2009 21:29:31 by duck-life

#1 By Arcobaleno on 2009-10-18 15:51