[Even] สัปดาห์ประกันภัย รีวิวproductประกันภัย
posted on 05 Sep 2009 12:00 by jjapha in Insuranceตามสัญญาค่ะว่ามารีวิวประเภทกรมธรรม์ต่างๆจากงานสัปดาห์ประกันภัย + แปะรูป
เมื่อวานก็ไปเดินงานมาค่ะ แต่เนื่องจากคืนวันพฤหัสนอนตี 3 (ต้องเรียกว่าเช้าวันศุกร์สินะ) ก็เลยออกจะเบลอๆ ทำให้ซื้อความคุ้มครองพลาดไปหน่อย เดี๋ยวจะเล่าต่อไปว่าพลาดยังไง เอาเป็นว่าแแปะรูปบรรยากาศในงานก่อนก็แล้วกันค่ะ
งานนี้มีลุ้นทองทุกวันค่ะ ให้รับบัตรลุ้นทองที่เคาท์เตอร์ด้านหน้า ถ้าจากรูปทางเข้างานด้านบน ด้านขวามือก่อนเข้างานจะมีเคาท์เตอร์ยาวให้ไปรับบัตรลุ้นทองค่ะ เงื่อนไขคือต้องมีแสตมป์จากบู้ทในงาน 3 ที่ (บังคับบู้ทสำนักงานคปภ. 1 + บู้ทใดๆก็ได้อีก 2) แล้วเอาไปหยอดในกล่องค่ะ จับรางวัลตอน 6 โมงเย็น ถ้าไม่อยู่เดี๋ยวเขาโทรตามให้ัรับรางวัลภายหลังเอง
อีกรางวัลคือเอาเลขที่กรมธรรม์ไปลุ้นรางวัลค่ะ เคาท์เตอร์รับบัตรจะอยู่เลยจากเคาท์เตอร์รับัตรลุ้นทองออกไปอีก แจ้งเลขที่กรมธรรม์ให้เจ้าหน้าที่กรอกแล้วเอาไปหยอดในตู้ รางวัลเป็นอะไรยังไม่รู้เลย รู้แต่ลุ้นไปก่อน 55555
วันนี้ช่วงเช้าคนคึกคักค่ะ เพราะ รมต.ช่วยมาร่วมงาน (เกี่ยวไหม?) แต่เผอิญมัวแต่ไปยุ่งซื้อประกัน เลยยังไม่ได้ถ่ายรูป มา่ถ่ายอีกทีตอนเย็นคนก็ซาๆแล้ว
บู้ทเมืองไทย เจ้าพ่อสปอนเซอร์ หอบดารามาโชว์ตัวทุกวัน
วันนี้เป็นน้องลูกโป่ง AF4 มาร้องลัลลา เห็นว่าวันเสาร์เป็นบี้ เดอะสตาร์ แล้ววันอาทิตย์เป็นโฟร์-มด
ไปถึงานตอน 10 โมงกว่าๆ เสียทรัพย์ที่บู้ทเอไอเอ
ภาพหลักฐานการเสียทรัพย์
เมื่อวานซื้อไป 2 กรมธรรม์ค่ะ คือกรมธรรม์ควบการลงทุน แบบที่ตั้งใจอยากได้อยู่แล้ว แล้วก็ซื้อประกันมะเร็ง ประกันสุขภาพเพิ่มเติม เบี้ยก็จ่ายเพิ่มอีกไม่เท่าไหร่
แต่ที่บอกว่าพลาดไปคือประกันการรักษาในโรงพยาบาลและศัลยกรรมค่ะ จริงๆตัวเองที่ทำงานก็มีสวัสดิการอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนจะเบิกได้ครึ่งเดียว ก็แค่พูดเฉยๆ คุณพี่ตัวแทนก็เลยเพิ่มความคุ้มครองให้เลย ถามว่าตอนเห็นตารางน่ะเห็น แต่ง่วงจัดเบลอ ไม่ได้ดูว่าอัตราเบี้ยเท่าไหร่ มัวแต่ไปสนใจเบี้ยประกันมะเร็ง เห็นว่าแค่ 526 ก็โอเค ประกันชดเชนรายได้ยามเจ็บป่วยเบี้ย 1000 ก็โอเค ไม่ได้มองเบี้ยความคุ้มครองค่าห้องพักรักษาพยาบาลเลย ปรากฎว่าเบี้ยตั้งเกือบ 6,000 แหนะค่ะ ตอนจ่ายเงินก็ยังไม่เอะใจ แบบว่าเอ ตรูลงทุนปีละ 20000 ไหงจบออกมาเป็บเบี้ย 29000 ได้วะ พอรู้ก็เลยเดินกลับไปคุยกับคุณพี่ตัวแทน ซึ่งพี่เขาก็อธิบายให้ เราเห็นว่ายังไงไอ้ความคุ้มครองเพิ่มเติมมันก็ต่ออายุปีต่อปีอยู่แล้วก็เลยขี้เกียจ (?) ยังไงๆก็คงได้ใช้เพราะสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เลยกะจะยกเลิกไอ้ตัวคุ้มครองค่าห้องพักนี้ปีหน้าละกัน
ก็ไม่ได้เรียกว่าพี่เขาหลอกอะไรเรานะ เขาแสดงข้อมูลให้ดูอย่างละเอียดตลอด ข้าพเจ้าเองเห็นข้อมูล เห็นตารางรายละเอียดเบี้ย แต่ไม่เอะใจเองง่ะ เพราะง่วงงงงงง
ต่อไปจะไม่ซื้อกรมธรรม์ตอนง่วงนอนอีกแล้วล่ะ 555555
รีวิวโปรดักส์ประกันภัยจ้า
สรุปว่าก็เดินไม่ครบทุกบู้ทค่ะ เพราะเอไอเอรวมความต้องการประกันของข้าพเจ้าไปหมดแล้ว + แถมไอ้ที่ไม่ได้ต้องการมาด้วย ก็ไม่เป็นไรชัวร์ว่าใช้แน่ๆ นี่ก็ปวดหัวไมเกรนมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ววันนี้ยังไม่หายเล้ยยยยยย
จากโบรชัวร์ที่ไปเก็บๆมาจากการเดินในงาน ขอแบ่งรีวิวเป็น 3 กลุ่มดังนี้ค่ะ
1. กลุ่มเน้นการออมทรัพย์
ผู้ซื้อต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากออมเงินเท่าไหร่ เมื่อครบกำหนดเช่น 10 ปีก็จะได้เงินคืนมาพร้อมดอกเบี้ย คล้ายๆเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยให้ดูที่โบรชัวร์ว่าเขาประกาศอัตรา IRR (Internal rate of return) เท่าไหร่ ถามว่าIRRจะเยอะขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเอาเงินเราไปลงทุนในอะไร IRR เยอะก็อยากให้ระวังว่าบริษัทอาจจะเอาเงินเราไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง ดังนั้นเวลาซื้อควรดูข้อมูล
1.1 จ่ายเบี้ยกี่ปี เช่น 10/4 แปลว่าคุ้มครอง (อายุการออมทรัพย์) 10 ปี ลูกค้าจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 4 ปีแล้วก็หยุดจ่าย ส่วนจำนวนเบี้ยจะจ่ายมากจ่ายน้อยขึ้นอยู่กับเราต้องการออมเงินเท่าไหร่ เช่นอยากได้เงินออม 100000 บาท ผู้เอาประกันอายุ 30 ปี บริษัทจะคำนวณว่าโอกาสที่คนอายุ 30 ปีจะตายภายใน 10 ปีเป็นเท่าไหร่ + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะเป็นเงินที่เราต้องจ่ายเพื่อให้ได้ความคุ้มครอง 100000 บาท แล้วถ้าเราอยู่จนครบ 10 ปีไม่ได้เป็นอะไร ก็จะคืนผลตอบแทนให้ 120% ของทุนประกัน ก็คือเราจะได้เงินคืนมา 120000 บาท ซึ่งจำนวนเบี้ยที่เราจ่ายอาจเป็น 80000 แต่เราได้เงินคืนมา 120000 ก็เท่ากับเราได้ดอกเบี้ย 40000 คิดกลับมาก็จะเป็นผลตอบแทน (IRR) แล้วหาร 10 เพื่อดูว่า IRR ต่อปีเป็นเท่าไหร่
อีกประเภทคือกรมธรรม์ที่ให้ชำระเบี้ยครั้งเดียว (single premium) กรณีแบบนี้ในโบรชัวร์ก็จะเขียน 10/1 พอเขาได้เงินก้อนมา 80000 เขาก็จะไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ให้ได้ IRR สูงๆเพื่อดึงดูดลูกค้า ดังนั้นก็ควรถามบริษัทว่า
1.2 บริษัทเอาเงินไปลงทุนในอะไร ในงานมีคุณขายาวของบู้ทๆหนึ่ง โฆษณาจ่ายเบี้ยครั้งเดียว 200000 ครบ 10 ปีได้เงินคืน 285396 คิดกลับมาเป็น IRR เท่ากับ 4.49% ก็ให้กังขายิ่งนักว่าท่านเอาไปลงทุนในอะไรหนอ
1.3 อัตราส่วนเงินกองทุนของบริษัท ในเอ็นทรี่ที่แล้วก็เขียนไว้ ว่าจะมั่นคงน่าจะอัตราส่วน ไม่ต่ำว่า 300% แต่ส่วนใหญ่บริษัทประกันชีวิตจะอัตราส่วนประมาณ 500% กันอยู่แล้วค่ะ ลองถามๆดูก็ได้นะ ข้อมูลพวกนี้บริษัทประกันต้องเปิดเผยในเวปไซท์ของบริษัทค่ะ ไม่ก็ไปดูลิงค์รวมได้ที่นี่
บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย
ให้กดตรงลิงค์เวปไซต์ของแต่ละบริษัทจะเป็นไปยังหน้าที่เปิดอัตราส่วนเงินกองทุนค่ะ
2. ความคุ้มครองสำหรับผู้สูงอายุ
โดย ปกติแล้วบริษัทประกันชีวิตจะไม่รับประกันลูกค้าที่อายุเกิน 65 ปี เพราะความเสี่ยงในการตายสูงมั่กๆ แต่พอผ่านๆไปข้อมูลอายุขัยของคนไทยก็แสดงออกมาว่า เพศหญิงอายุเฉลี่ยเพิ่มเป็น 83 ปี ส่วนผู้ชายประมาณ 78 ปี (ง่า ไม่อยากอายุยืนน่ะ อยากตายไวๆ) ดังนั้นหลายๆบริษัทเลยเริ่มยืดดดดดดลิมิตอายุผู้ทำประกันเพิ่มขึ้น
ตัว คุ้มครองชีวิต ข้าพเจ้าว่าไม่เท่าไหร่ แต่สนใจมะเร็งกับสุขภาพมากกว่า กะจะทำให้คุณแม่คุณแม่เสียหน่อย แต่รู้สึกว่าจะไม่รับทำมะเร็งกับลูกค้าที่อายุเกิน 55 ปีแฮะ ก็เลยอด ส่วนสุขภาพก็เห็นว่าถ้าเิกิน 58 ปีไม่รับเหมือนกัน ที่ว่าไม่รับคือไม่รับกรณีแรกเข้านะคะ แต่สมมติว่าถ้าทำประกันมาตั้งแต่อายุสัก 50 แล้ว พออายุ 56 ก็ยังสามารถต่ออายุกรมธรรม์มะเร็งต่อไปได้นะ ไม่ได้ตัดสิทธิ์อะไร อันนี้เป็นข้อมูลจากที่ในงานบอกมานะ ถ้าใครสนใจให้ถามบริษัทประกันอีกทีว่าชัวร์นา ไม่ใช่ว่าพอฉันอายุ 55 แล้วไม่รับต่ออายุกรมธรรม์แล้ว
3. ควบการลงทุน
ในงานนี้มีบู้ทเดียวที่ขออนุมัติขายได้ทัน ซึ่งข้าพเจ้าก็เสร็จมันจนได้ 555 ไม่ใช่เสร็จต้องบอกว่าตั้งใจอยู่แล้ว เป็นประเภทที่เรียกว่า universal life กับ Unit-linked ถ้าดูจากเอกสาร(โบรชัวร์)ต้องบอกว่าดูไม่รู้เรื่องอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว มีศัพท์เทคนิคเยอะ ต้องถามกันบ่อยๆ ขนาดข้าพเจ้าศึกษาข้อมูลด้านนี้บ้างก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ดังนั้นผู้สนใจควรถามเยอะๆ อะไรไม่เข้าใจ มีตัวย่ออะไรแปลกๆขอให้ถามเถิดค่ะ
ตัว universal life ที่ข้าพเจ้าซื้อไปก็จะคล้ายๆกับพวกออมทรัพย์ด้านบน แต่อันนี้ความคุ้มครองแบบตลอดชีพ (whole life) คล้ายๆว่าข้าพเจ้าส่งเบี้ยถึงประมาณปีที่ 8 ก็ได้แล้วปล่อยให้เงินทำงานก็จะได้ความคุ้มครองไปตลอดชีพ แต่ผลประโยชน์ในด้านออมทรัพย์จะหายไป ดังนั้นจึงต้องส่งเบี้ยไปเรื่อยๆ แล้วถ้าอยากให้เงินออมมากขึ้นก็จ่ายเบี้ยเพิ่มได้เรียกว่า top up แต่ในส่วนของ top up ห้ามสูงเกินเบี้ยหลัก
ขอข้าพเจ้าซื้อดิวเบี้ยประกันภัยปีละ 20000 บาท ก็จะได้ความคุ้มครอง 160000 บาท (ถึงได้เขียนว่าเหมือนจ่ายเบี้ย 8 ปี แต่ถ้าข้าพเจ้าตายก่อน 8 ปี ก็ได้เงิน 160000 อยู่ดี)
ในปีแรกเงิน 20000 ของข้าพเจ้าจะถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายในการขายประกันของบริษัท 60% ซึ่งเท่ากับเหลือเงิน 8000 บาทเอาไปลงทุน โดยบริษัทรับรองว่าปีแรกข้าพเจ้าจะได้ผลตอบแทน 7% ต่อปี เท่ากับจะได้ดอกเบี้ย 560 บาทจากเงิน 8000 นี้
พอปีที่ 2 ข้าพเจ้าจ่าย 20000 ก็จะถูกหักค่าใช้จ่าย 40% เหลือเงิน 12000 + กับ 8000 ของปีแรก เป็น 20000 บริษัทรับรองว่าจะให้ผลตอบแทนข้าพเจ้าปีละ 3.5% แต่ถ้าลงทุนแล้วได้เกิน 3.5% ข้าพเจ้าก็ได้ตามจริงนะ แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่ตลาดทุนมันห่วยแตกขีดสุด อย่างน้อยๆบริษัทต้องให้ผลตอบแทนข้าพเจ้า 1% ตามอัตรา minimum guarantee ที่ระบุไว้ในสัญญา
พอปีที่ 3/ 4 / 5 ข้าพเจ้าก็ยังถูกหักค่าใช้จ่ายอีก 30% 20% และ 10% ตามลำดับ สรุปว่า ณ สิ้นปีที่ 5 เงินต้นที่ใช้ในการลงทุนของข้าพเจ้าคือ 8000+ 12000 + 14000 + 16000 + 18000 = 68000 หลังจากนั้นเงิน 20000 ของข้าพเจ้าจะเอาไปลงทุนทั้งหมด โดยจะได้ผลตอบแทน 3.5% ต่อปี ดังนั้น ณ ปีใดๆที่ข้าพเจ้าเสียชีวิต ข้าพเจ้าจะได้ 160000 + ดอกผลตอบกรมธรรม์ + เบี้ยประกันภัยส่วนที่เกินค่าการประกันภัยไปแล้ว เช่นข้าพเจ้าตายตอนอายุ 39 จะจ่ายเบี้ยไปทั้งหมด 200000 (เริ่มจ่ายตอน 30 ดังนั้นเลยเป็น 10 ปี) แต่จะได้เงินจากบริษัทประกันภัย 321520.01 เท่ากับได้ส่วนเกินมา 121520.01 (แต่ดูจากตารางเหมือนกับเอาเบี้ย 200000 ของข้าพเจ้าคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันแล้วบวกด้วย 1600000 เลยแฮะ)
ข้อเสียของกรมธรรม์แบบนี้คือมันเป็น “ตลอดชีพ” ค่ะ ดังนั้นถ้าเอาเงินออกกลางทางมันไม่เวิร์ค ตัวที่จะทำให้มันเวิร์คคือ top-ups ค่ะ คือเติมเข้าไปเพื่อลงทุน (ล้วนๆ) ให้ได้ผลตอบแทน 3.5%
อธิบายมายาวยืด งงกันไปหมดแล้วแน่ๆ เปลี่ยนเป็นตัวต่อไป
Unit-linked อันนี้เหมาะสำหรับลงทุนล้วนๆค่ะ เพราะเหมือนซื้อกองทุน แต่แทนที่เราจะต้องมีหลายๆกองทุน แต่อันนี้เราซื้อกองเดียว ก็คือซื้อกับบริษัทแหละ แล้วเขาจะไปกระจายลงทุนในกองทุนให้ 5 กอง เราจะเลือกเองหรือบริษัทเลือกให้ก็ได้ เช่นมีเงิน 100000 บาท ผู้ลงทุนไม่ชอบรับความเสี่ยง ดังนั้นก็จะไปลงทุนในกองที่เน้นตราสารหนี้ โดย 40000 เอาไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อีก 40000 ลงในกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง 6000 ลงในกองทุนตราสารผสม (หนี้ + ทุน) 14000 ลงทุนในกองทุนตราสารทุน แบบเนี้ย แต่เนื่องจากมันเป็นการลงทุน ดังนั้นลูกค้ารับความเสี่ยงทั้งหมดค่า แต่ถ้าเสียชีวิตก็จะได้เงินคืน 110% ก็คือได้ไอ้เงิน 100000 ที่เราลงทุนมานั่นแหละ + 10000 บาทแถมเข้าไปให้
4. กลุ่มประกันมะเร็ง
จริงๆก็เหมือนสุขภาพแหละ แต่เฉพาะเจาะจงเลยว่าถ้าเป็นอะไรเพราะมะเร็งเนี่ยจะจ่ายเงินให้ตามทุนประกันเลย เช่น จ่ายเบี้ย 1500 บาทต่อปี ความคุ้มครอง 200,000 บาท ถ้าตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง บริษัทประกันจ่ายเลย 200,000 บาท แล้วก็จบเลยค่ะ จะไม่ใช่ว่าต้องมาจ่ายค่าห้อง ค่าหมอแยกตามบิลๆ คือพอทราบว่าเป็นมะเร็งบริษัทจะจ่ายเงินก้อนให้ไปเลย แล้วให้เอาไปจัดการเองค่ะ ประกันแบบนี้ไม่ต้องตรวจสุขภาพค่ะ
5. ประกันสุขภาพ
เป็นประเภทการประกันที่ขาดทุนที่สุด เพราะส่วนใหญ่คนไม่เป็นอะไร แต่ไหนๆก็จ่ายเบี้ยไปแล้วก็ขอใช้หน่อย ร.พ. เห็นว่ามีประกัน ก็จัดให้ ซึ่งปัญหานี้ในประเทศอื่นๆเช่นเกาหลี เริ่มเป็นประเด็นที่ทางการจับตาแล้วเพราะคือเคสการทุจริต (insurance fraud) บ้านเราก็ขาดทุน ก็เลยทำให้เบี้ยสูง ถ้าเลือกประกันสุขภาพ ความคุ้มครองก็ประเภทป่วยตาย ค่าชยเชยรายวันที่เราไปทำงานไม่ได้ต้องนอนอยู่ ร.พ. บริษัทก็จะจ่ายเงินให้ ความคุ้มครองมะเร็ง (จ่ายเป็นเงินก้อนเช่นกัน) ค่าผ่าตัด ค่าห้องพัก ค่ายา ค่าตรวจ ฯลฯ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าพอไปเลือกจ่ายค่าห้องเบี้ยเลยเพิ่มมา 6000 เลย ปีหน้าจะยกเลิก ใช้สวัสดิการที่ทำงานดีกว่า
6. ประกันอุบัติเหตุ / ประกันสุขภาพฟัน
ประกันอุบัติเหตุ ก็แบบที่คุ้นๆกัน คือค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชย เงินคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บางคนซื้อประกันชีวิตแล้วเพิ่มอุบัติเหตุ กรณีแบบนี้ถ้าตายโดยไม่ใช่อุบัติเหตุก็จะได้เงินคุ้มครองจากสัญญาประกันชีวิตเท่านั้น ในส่วนของเงินจากส่วนอุบัติเหตุจะไม่ได้รับนะคะ จริงๆต้องเป็นหน้าที่ของคนขายประกันที่ต้องอธิบายทำความเข้าใจกับลูกค้า แต่ปรากฎว่าก็ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกันแบบนี้เรื่อยมา
งานนี้ต้องบอกว่าเจอของแปลก!!! ประกันสุขภาพฟันค่ะ ของบริษัทซิกน่า คือแบบว่าจ่ายเบี้ยปีละ 1440 บาท แต่สามารถขูดหินปูนได้ปีละ 2 ครั้ง (ความคุ้มครองคือ ขูดหินปูน เคลือบฟลูออไดร์ อุดฟัน (2ครั้ง) ถอนฟัน (2ครั้ง) รักษารากฟันและขากรรไกรเนื่องจากอุบัตเหตุ (จ่าย 90% ของค่ารักษา)) แบบว่าเง็ง คือดูยังไงบริษัทก็ไม่น่าจะคุ้ม แต่เจ้าตัวยืนยันว่าก็จะขาย ง่า ก็คงคุ้มเขาแหละนะ ขายขาดทุนคงไม่ไหว เลยซื้อกรมธรรม์นี้มาเลย เพราะปรกติถ้าทำฟันแล้วเบิกจากที่ทำงานได้ต้องไปทำที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่กรมธรรม์นี้ไปทำที่ไหนก็เบิกได้ขอแค่ให้มีใบเสร็จเป็นพอ แล้วก็ส่งไปรษณีย์ไปเบิกยังได้เลย
ไม่ได้จะโฆษณา แต่เห็นว่าแปลกดีจริงๆ เห็นว่าต่อไปจะมีสุขภาพตาด้วย คิดว่าคงใช้บริการเพราะตาตัวเองก็ไม่ดีค่ะ จ้องคอมพ์ วันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมงงงง สายตาก็ทั้งสั้นทั้งเอียง แล้วเห็นพี่ที่ทำงานเป็นโรคเกี่ยวกับจอประสาทตากันทั้งนั้น บรื๋ออออออ
พิมพ์มายาวมั่กๆ ก็หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจบ้าง ข้าพเจ้าไม่ได้ให้ข้อมูลโดยละเอียดทั้งหมดนะคะ ดังนั้นต้องถามดีๆ ดูตาราง ดูโบรชัวร์ดีๆ อย่างเรื่องความคุ้มครองต่างๆข้างต้นมันก็มีลิมิตของมันทั้งนั้น อย่างเรื่องฟันก็อุดฟันไม่เกิน 1500 บาทอะไรทำนองเนี้ยน่ะค่ะ
ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน มองความคุ้มครองไว้บ้างก็ดีนะคะ :D
ข้อมูลเป็นประโยชน์มากเลยค่ะคุณขวัญ ได้ความรู้เกี่ยวกับประกันเพิ่มอีกเยอะเลย

#1 By Arcobaleno on 2009-09-05 15:44