philippines - Thailand in the future
posted on 14 Apr 2009 20:29 by jjapha in Travelอ่านหัวข้อแล้ว อาจรู้สึกว่าข้าพเจ้าโอเวอร์ แต่มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นบ้านเมืองไทยในขณะนี้
ทำไมเปรียบเทียบประเทศไทยกับฟิลิปปินส์เล่า ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าใบหน้าคนไทยกับคนฟิลิปปินส์น่ะคล้ายกันจะตาย เวลาไปประชุมที่ต่างๆเคยให้เล่นทายว่าเราเป็นคนชาติอะไร แน่นอนว่าข้าพเจ้าจะโดนทายว่าจีน (ก็แม่เป็นจีนนี่หว่า) แต่ถ้าเพื่อนที่ผิวคล้ำๆหน้าแบบไทยๆหน่อยจะโดนทายว่าเป็นฟิลิปปินส์
ประการสองเรามีการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลานพอๆกัน ท่านที่อ่านถึงตอนนี้คงหาว่าข้าพเจ้าช่างมองโลกในแง่ลบเสียเหลือเกิน เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดหรอก แต่ตอนนี้ชักหวาดๆชักกลัวว่าอะไรๆในประเทศเราจะตกอยู่ในอิทธิพลของตระกูลๆเดียวอย่างฟิลิปปินส์ คอรัปชั่นกันสะบั้นหั่นแหลก
ประทศนี้เคยตกเป็นเมืองขึ้นของเสปนและอเมริกา และในที่สุดก็ได้เป็นไทแก่ตัว ประเทศนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญๆอยู่พักหนึ่งเพราะที่นี้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการแม้สำเนียงจะวิบัติสิ้นดีก็เหอะ แต่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษคล่องมาก มิแปลกที่ประเทศนี้จะส่งแรงงานไปทั่วโลก ถือเป็น GDP หลักของประเทศทีเดียว
แต่ทั้งๆอย่างนั้นประเทศนี้ก็ไม่ได้ก้าวไปไหนเพราะเรื่องความวุ่นวายทางการเมือง
สิ่งที่ไปประสบมาจากการเดินทางไปประชุมในครั้งนี้พบว่า
1. แม้อัตราแลกเปลี่ยนต่อเงินบาทจะเกือบๆเท่ากัน (1 บาท = 0.85 เปโซ) แต่ข้าวของราคาแพงมาก ขนาดอาหารใพฟู้ดอคอร์ทตามห้างก็ปาไปจานละร้อยกว่าเปโซแล้ว เทียบง่ายๆแมกโดนัลด์บ้านเราราคา 50-60 บาท แต่ที่โน่นขายเป็นร้อยๆเปโซ ไก่เคเอฟซีมีไก่ 2 ชิ้นกับข้าว ก็ราคา 112 เปโซแล้ว อะจ๊าก)
2. เป็นประเทศอันตรายต่อนักท่องเที่ยว เพราะประชาชนยากจนมาก รายได้ต่ำ แต่ค่าครองชีพสูง ทำให้เกิดคดีทำร้ายนักท่องเที่ยว หรือไม่ก็ลักพาตัว ดังนั้นการจะออกไปแรดๆเดินเที่ยวเอง ถือเป็นการเสื่ยงอย่างยิ่ง
3. ประชาชนที่นี่เป็นคาทอลิค แต่งงานเร็ว (อายุ 20 ส่วนใหญ่ก็แต่งงานกันแล้ว) และไม่คุมกำเนิด เพราะถือว่าการคุมกำเนิดเป็นบาปดังนั้นบ้านหนึ่งก็มักมีลูก 8 -10 คน
อ่านมาโน่นนี่นั่น ท่านผู้ที่มีอุปการะคุณแวะเข้ามาเยี่ยมชมอาจสงสัยว่าแล้วข้าพเจ้าไปประเทศอันตรายแบบนี้ทำไมหว่า ขอสรุปเป็นหัวข้อๆดังนี้เลยดีกว่า
1. แน่นอนว่าไปประชุม (ที่ได้เดินทางทั้งหมดนี่ก็เพราะประชุมค่ะ) เป็นการประชุมหารือการรับมือปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของหมู่ประเทศกำลังพัฒนา
2. ซึ่งประชุมมาจนจบแล้วก็สรุปใจความสั้นๆได้เลยว่า "จงตั้งมั่นในความไม่ประมาท" อย่ามองโลกแต่มุมขึ้น ให้มองมุมลงบ้าง และถ้ามันมีมุมลงเราจะทำอย่างไร เราจะเตรียมความพร้อมกันอย่างไร
3. เป็นการประชุมที่น่าสงสารมากที่สุด เพราะเป็นการประชุมในประเทศกำลังพัฒนา และต้องบอกว่าสมควรแล้วที่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา เพราะ "คุณภาพของคน" ที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมจริงๆ ทั้งๆที่เป็นงานระดับชาติแท้ๆ แต่พบว่าประเทศสมาชิกหลายๆประเทศไม่ยอมมาประชุม เห็นได้ชัดว่า "ระดับของความสามัคคี" นั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เมื่อแรกก่อตั้งเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็มีสมาชิกเข้าร่วมถึง 100 กว่าประเทศ แต่สุดท้ายก็แผ่วไป และไม่ค่อยร่วมมือกันทำอะไรเลย แม้แต่ประเทศเจ้าภาพที่จัดงานเองก็เถอะ มาลงทะเบียนแล้วก็หนีกลับ เห็นแล้วนึกถึงการประชุมหลายๆครั้งในประเทศเราเหมือนกัน ไม่มีใครสนใจจะอยู่จนจบงาน ส่วนมากทานข้าวเสร็จก็กลับบ้านกัน แหม...มันช่างละม้ายจริงๆนะเออ
4. จากข้อ 3. เลยทำให้คิดถึงบทความที่เคยอ่านเกี่ยวกับระดับของการคำนึงถึงประโยชน์ ถ้าคนมองประโยชน์ยิ่งจำกัดอยู่ในกลุ่มแคบๆมากเท่าไหร่ ยิ่งก่อให้เกิดการแตกแยก แตกสามัคคีมากเท่านั้น เลยทำให้รู้สึกสะท้อนใจกับสภาพในปัจจุบันที่คนจำกัดประโยชน์สุขอยู่แต่วงศาคณาญาติของตน (วกการเมืองจนได้)
5. การประชุมครั้งนี้จัดที่เขตมากาติเมืองมะนิลา เป็นเขต "รักษาความปลอดภัย" ให้นักท่องเที่ยวโดยแท้ มีทั้งการ์ด ทั้งสุนัขตำรวจอยู่ทุกหัวถนน ตรวจระเบิดกันตลอด ปีที่แล้วก็มีรถถังจับแขกในโรงแรมเพนนินซูล่าเป็นตัวประกัน (ก็โรงแรมที่ตูอยู่นี่หว่า) คนที่นี่ไม่ยึดสนามบิน เพราะมันห่วยและโทรมมาก ยึดนักท่องเที่ยวดีกว่า อำนาจต่อรองสูง
วิวเขตมากาติค่ะ ดูแล้วนึกถึงเรื่อง Bleach จริงๆที่มันจะเจริญแค่เขตเซย์เรย์เท แต่พออกไปข้างนอกจะล้อมด้วยสภาพเมืองอันแสนเสื่อมโทรม(เมืองลูคอน)
สถานที่พักและจัดประชุม โรงแรมที่หรูที่สุดในมะนิลา คือ The peninsula
6. วันแรกที่มาถึง เจ้านายตั้งใจจะออกไปมะนิลาเบย์ แต่พนักงานโรงแรมไม่ยอมเรียกรถให้เพราะว่ามัน "Extremely dangerous" ประมาณว่าถ้านักท่องเที่ยวจะออกไปเที่ยว(โดยที่ไม่เคยมามะนิลามาก่อน ไม่รู้ถนนหนทาง ไม่รู้สถานที่ต่างๆ) ควรจะให้ทัวร์พาไป แต่กว่าจะมาถึงโรงแรมมันก็หมดรอบทัวร์ช่วงบ่ายแล้วก็เลยไม่สามารถออกไปดูพวกเมืองเสปนเก่าๆได้ ก็เลยไปเดินพิพิธภัณฑ์ใกล้ๆโรงแรมแทน ซึ่งถือว่าทำใช้ได้ทีเดียว
7. เจ้านายเกลียดอาหารฟิลิปปินโน ก็เลยหลอกเจ้านายให้ไปพักผ่อนหลังการประชุมเสร็จ ทำเป็นนัดว่าจะพักเหมือนกันแล้วค่อยทานข้าว จากนั้นก็หนีไปห้างข้างๆ (Greenbelt) ลองอาหารฟิลิปินโน
มะนาวที่นี่จะลูกเล็กมากๆ เรียกว่า Calamansi ส่วนองุ่นภาษาตะกะล็อคคือ Ubas สรุปว่าอาหารฟิลิปปินโนเขียนเป็นภาษาตะกะล็อคทั้งหมด ต้องให้พนักงานช่วยอธิบาย แต่ก็อย่างที่บอกว่าคนที่นี่พูดภาษาอังกฤษกันคล่องปร๋อ บ่ได้มีปัญหาอะไร
อันนี้คือ Lechon Sisig แปลออกมาก็ประมาณเนื้อหมูกะทะร้อน อร่อยดีหนังหมูกรอบๆ เผ็ดด้วยพริก แล้วก็เปรี้ยวด้วย Calamansi
จานต่อไปคือ Beef Shank Caldereta แน่นอนว่ามันเป็นเนื้อ อร่อยมากกกกกก
คราวนี้สั่งทานแค่นี้ ไปทานกันสองคน กว่าจะกินหมดก็อิ่มจะตายแล้ว ยังต้องกลับไปทานอาหารค่ำกับเจ้านายอีก เกือบอ้อกกกกกก วันก่อนได้ทานอาหารไทยที่โรงแรมนี้ รสชาติไทยมากๆ แต่คิดว่าเพราะพวกเครื่องปรุงมันใกล้เคียงกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เคยกินผัดไทยที่อเมริกาที่ห่วยสุดๆคือเอาเส้นมาผัดกับซอสมะเขือเทศแถมจานนึงตั้ง 9 เหรียญ เสียดายเงิน
8. การประชุมจบไปอย่างกร่อยๆ หลังจากที่ไม่ได้ไปไหนเลย คุณเจ้านายก็ติดต่อทูตพาณิชย์ให้ช่วยมาพาไปไหนหน่อย แต่วันนี้ไม่ทราบเป็นอะไร ไปที่ไหนก็ปิดไปหมด เลยได้ไปเดินห้างคล้ายๆมาบุญครองชื่อ Greenhill ขายแต่ของเบรนด์แนมปลอม + เป็นตลาดขายไข่มุกที่ใหญ่ที่สุด ที่นี่ไข่มุกถูกมากกกกกกกกกก เลยกลายเป็นของฝากหลักไป (แต่สุดท้ายก็ซื้อมาไม่พอฝากเพื่อนๆพี่ๆที่เคารพรักทุกท่าน ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง) เข้าใจว่าเพราะพื้นที่เป็นเกาะเลยทำให้เลี้ยงมุกได้ดี (หรือเปล่า?)
ออกจากห้างมาฝนตก ที่เห็นในภาพคือ Jeepney เป็นรถโดยสารที่ผลิตหลังช่วงสงคราม ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ไป เหมือนกับตุ๊กๆเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย
มาถึงเมืองเสปนเก่า (Intramuros) แต่เนื่องจากจะมีคนใหญ่คนโตมาจัดกาล่าดินเนอร์มันเลยปิดเอาดื้อๆเสียเลย เลยอดก็เลยไปที่โบสต์สำคัญใกล้ๆแทน (Manila Cathedral)แต่มีพิธิสารภาพพอดี ก็เลยไม่ได้เดินเข้าไปดูข้างใน ได้แต่อ่านประวัติเครือข่าย Cathedral อยู่ด้านนอก น่าสนใจทีเดียว
พอจะไปที่ San Agustin Museum (เป็นโบสถ์เช่นกัน) ก็ดันมีงานแต่งงานเลยไม่ได้เข้าไป พอจะไป coconut palace เป็นวังสร้างจากไม้มะพร้าวทั้งหมด มันก็ปิด
9. ของฝากที่น้องสาวผู้บ้าสะสมถ้วยสตาร์บั๊คฝากซื้อ (ฝากยังไง ไม่ยอมจ่ายเงิน)
10. ผลไม้ขึ้นชื่อที่นี่คือมะม่วงค่ะ มะม่วงที่นี่จะออกเปรี้ยวๆ อะไรๆก็มะม่วง อย่างน้ำมะม่วงนี่เป็นของหลักแทนน้ำส้มคั้นเลยมั้ง + แถมยังถูกคนที่นี่กล่าวหาว่าคนไทยไปขโมยมะม่วงฟิลิปปินส์ไปปลูกจนทำให้อร่อยหวานหอมอีก เล่นเอางงเฟ้ย
เห็นประเทศนี้แล้วเศร้าใจเหมือนกัน เป็นประเทศที่มีธรรมชาติอันงดงาม แต่มันไม่เจริญไปไหนเพราะการเมืองจริงๆ เห็นว่ากำลังจะเลือกตั้งใหม่อีก 2 ปีข้างหน้า พวกแม่บ้าน คนยากคนจนก็เตรียมจะเลือกคุณคนที่เป็นดาราหนังคนนั้นกลับมาอีกเพราะ "เชื่อว่าเขาไม่ได้โกง"
เอ อันนี้มันคล้ายๆกับใครหว่า แม้จะไม่ได้เป็นดาราก็เหอะ
ถ้าคนไทยไม่ช่วยกัน สักวันก็จะเป็นแบบฟิลิปปินส์มั้ง
หากไม่เห็นด้วย กรุณาสาดน้ำมาเลย หรือถ้าเห็นด้วยก็สาดเหมือนกัน
(อีป้านี่จะเอาทั้งขึ้นทั้งล่องเว้ย)

#1 By hobbyburn on 2009-04-14 22:02