Japan Fall Trip
posted on 05 Dec 2008 00:02 by jjapha in Travelสวัสดีค่ะ หายหน้าหายตาไปนาน (คิดว่านานนะ) หลังจากคิดสะระตะสะระตี่แล้วเห็นว่าถ้ารอจนงานเสร็จก็คงไม่ได้อัพเรื่องไปสัมมนาที่ญี่ปุ่นเสียที ก็เลยต้องตัดเวลามาลงเสียก่อน ใจจริงน่ะอยากลงตั้งนานแล้ว แต่ไปล็อคตัวเองว่าถ้างานไม่เสร็จจะไม่อัพนะ (รวมทั้งเรื่องเข้าเวปดอลล์ด้วย) มาถึงตอนนี้งานก็ไม่เสร็จอยู่ดี ที่ไม่เสร็จเพราะมีงานใหม่เข้ามาตลอดค่ะ ไปประชุมทีนึงก็โดนมอบหมายงานมาอีก อาทิตย์นี้ก็ประชุมตลอด อาทิตย์หน้าก็ประชุมตลอดอีก ข้าพเจ้ามีอาชีพประชุมจริงๆเลยแฮะ (กลายเป็นเวลางานต้องประชุม ส่วนงานประจำเอ็งไปทำที่บ้านซะงั้น เฮ้อ) ก็ถือว่ามีงานทำดีกว่าไม่มีงานให้ทำก็แล้วกันค่ะ
เรื่องทริปญี่ปุ่นฤดูใบไม้ร่วงนี้อยากใส่สองภาษา(ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย)เหมือนเดิม แต่ขอเติมภาษาอังกฤษทีหลังนะ
คราวนี้ไปทำงานค่ะ แต่ด้วยความสามารถอันสูงส่งของทีมไทย สามารถออกเที่ยวได้ทุกวันหลังสัมมนาเสร็จ ทั้งๆที่เลิกก็จะห้าโมงอยู่แล้ว แล้วก็ที่รู้ๆช่วงนี้ฟ้ามืดเร็วมาก ก็ยังออกค่ะ ออกทุกวันลืมตัวจนสรุปว่าผลาญเงินค่ารถไฟในโตเกียวไปตั้ง 5 พันกว่าเยน (นี่อยู่แค่ 6 วันเองนะ (ถ้านับวันเดินทางไปกลับก็เป็น 8 วันค่ะ)) ลืมตัวนึกว่าใช้ JR Pass เหมือนตอนที่ไปเที่ยวเอง เลยไม่ได้วางแผนเส้นทางเลยว่าทางไหนประหยัดบ้าง เอาเป็นว่าแล้วๆไป
ส่วนใหญ่ที่ออกตอนเย็นก็ไปช้อบปิ้งค่ะ แต่ขวัญไม่ไปช้อบกับเขาหรอก ข้าพเจ้าก็จะขอแยกทางแล้วไปตามหาฝันที่ชิบูย่าบ้าง ชินจูกุบ้าง ฮาราจูกุ แล้วก็อิเคะบุกุโระ ไปทำไม อ้าว ก็มันมี Tenshi no sumika, manga no mori, mandarake, k-books, animete, etc. นี่คะ แหะ แหะ
วันแรกไปถึงก็เย็นมากแล้วค่ะ ที่ไม่ออกไฟลท์กลางคืนเพราะน็อคหมู่ค่ะ งานเยอะมากไม่สามารถบินตอนกลางคืนได้จริงๆ ทั้งขวัญทั้งพี่พีพี (ขอไม่เรียกชื่อนะ ท่าทางท่านพี่จะสงวนนาม) คิดตรงกันเลยว่าดีแล้วที่ออกไฟลท์เช้า ไม่งั้นตายหยังเขียด เนื่องจากไฟลท์ของผู้สัมมนาก็ต่างกระจัดกระจายกันไปทาง OLIS เลยขอให้ท่านนั้ง Airport bus เข้ามาที่ Tokyo City Airport Terminal (TCAT) แล้วจะมีคนมารอรับอยู่แล้วเรียกแท็กซี่ให้ไปที่ที่พักที่โทโดโรกิ (อยู่ทางตะวันตกของชิบูย่า นั่งรถใต้ดินประมาณ 15 นาทีจากสถานีชิบูย่า) ซึ่งเป็นที่พักสำหรับผู้มาใช้บริการศูนย์ฝึกอบรม สำหรับขวัญ ขวัญว่าที่พักที่นี่ดีมาก แม้ห้องจะเล็กจะแคบอะไรก็ตามที แต่ก็เป็นแบบ business hotel ที่มีห้องน้ำให้ ชอบๆๆๆ
สำหรับอาหารที่นี่จะให้ผู้เข้าอบรมทานอาหารที่โรงอาหารของศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งจะมีอาหารเช้ากับอาหารกลางวันบริการให้ ส่วนอาหารเย็นก็ตัวใครตัวมัน แต่ทางผู้จัดก็ให้ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 1 พันเยนสำหรับอาหารเย็น โอ้ ใจดีมากมายเลยค่า รัก OLIS มากๆเลย จัดเตรียมทุกอย่างให้กับผู้เข้าสัมมนาที่เป็นชาวต่างชาติไว้อย่างดี ทั้งวิธีการใช้บัตรโดยสารรถไฟรถเมล์เช่น pasmo card ก็ทำไว้ละเอียดมาก แจกทั้ง pasmo card แจกทั้งบัตรโทรศัพท์ อ้อเพิ่งรู้ว่าบัตรยี่ห้อ softbank ค่าโทรถูกมากๆ ขวัญมาคราวที่แล้วไปใช้ KTDD มั้งจำไม่ได้ อันนั้นแพงอะ ใช้แป๊บเดียวหมด 1 พันเยนเสียแล้ว แล้วก็มีแผนที่และสถานีทีต้องต่อรถไฟหากไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ รวมทั้งบอกหมายเลขชานชลาให้หมด ประทับใจ แถมเจ้าหน้าที่ก็น่ารักมาก พูดภาษาอังกฤษกันเก่งๆทุกคนเลย แต่หลังๆก็ได้ยินว่าได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐน้อยลง เมื่อก่อนมีพาผู้สัมมนาไปเที่ยวด้วย แต่เดี๋ยวพาไปไม่ไหวเลยแจกโบรชัวร์ให้ศึกษากันเอง
เนื่องจากคราวนี้ไปเรื่องงาน ที่เที่ยวเลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เน้นหนักเรื่องกินค่ะ ก็ขอรีวิวตั้งแต่เรื่องกินเลยนะคะ
หมายเหตุ - เนื่องจากรูปเยอะมาก คัดแล้วคัดอีก นี่ก็ยังเยอะอยู่ ขออภัยค่ะ
12 พ.ย. 51
หลังจากเก็บของแล้วก็เดินออกไปหาข้าวเย็นกินแถวสถานีโทโดโรกิ ไอ้ขวัญประเดิมด้วยการนำทีมหลงตั้งกะเลี้ยวออกจากที่พัก เขาให้เลี้ยวซ้าย พวกเลี้ยวขวาเฉยเลย ดีนะที่มีหนุ่มยุ่นลงจากรถเมล์มาพอดี เลยถามทางกลับบ้านกลับช่องถูก เลยจบที่ร้านสำหรับพวกพนักงานเงินเดือนทานอาหารสุดหรูตั้งแต่วันแรก พี่พีพีสั่งชุดเทมปุระราคาประมาณ 1600 เยน ข้าพเจ้าสั่งชุดซาชิมิราคาประมาณ 1400 เยน อาหารอร่อยมาก แต่โรคกระเพาะกำเริบเพราะควันบุหรี่ในร้าน อัดยาแก้โรคกระเพาะแล้วก็จรลีซมซานกลับที่พัก
13 พ.ย. 51
เปิดสัมมนาวันแรก ประเดิมด้วยอาหารเช้า ดังรูป
นอกจากข้าพเจ้าและพี่พีพีแล้ว ก็มีพี่คนไทยอีกคนไปแล้วเป็น Vice president ด้านลงทุนของบริษัท (ขอสงวนนาม) ท่านพี่ไม่สามารถทานเนื้อสัตว์อะไรได้เลย นอกจากเนื้อหมู เจอแบบนี้ไปมีอึ้งเจ้าค่ะ วันนี้เลยขอพ่อครัวช่วยดาวไข่ให้หน่อย ก็ได้รับความกรุณาจากท่านพ่อครัวดาวไข่ให้ แต่ท่านก็บอกว่าทำให้แค่วันนี้วันเดียวเท่านั้นนะ เพราะที่นี่ไม่ใช่โรงแรมแต่เป็น company facility อ่า เข้าใจเจ้าค่ะ ก็แจ้งท่านพี่เอ็มให้รับทราบ (ใช้นามสมมติอีก) หลังๆพี่เอ็มก็ทานแต่ผักไป ส่วนที่เป็นเนื้อสัตว์ทั้งหมดก็เป็นลาภปากขวัญเจ้าค่ะ มิน่าหลังๆพี่พีพีบอกว่าเธอถ่ายรูปได้อืดมากเลย อ้อ นี่สินะ สาเหตุ
จากห้องอบรมชั้น 4 มองเห็นภูเขาไฟฟูจิ ชัดแจ๋ว รู้สึกเจ็บใจนิดๆ ที่เมษาที่แล้วถ่อไปถึงฮาโกน่ากลับไม่เห็น นี่นั่งอยู่ในโตเกียวแท้ๆ เห็นเต็มๆ เพียงแต่ว่าใครช่วยเอาตึกนั่นออกไปหน่อยเต๊อะ
ตอนเย็น OLIS พาไปเลี้ยงอาหารอิตาเลี่ยนที่ฟูตาโกะทามากาวะค่ะ ห่างจากสถานีโทโดโรกิไป 2 สถานีค่ะ วันนี้เลยไม่ได้ไปซ่าที่ไหน อ้อ มีๆๆๆ พอทานข้าวเสร็จ ยังไม่ถึงเวลาห้างปิด ขวัญและพี่พีพี ก็จูงมือกันเดินห้างทาคาชิมาย่า สาขาฟูตาโกะทามากาวะ เพื่อหาซื้อของตามลิสต์ของฝากของพี่พีพีค่ะ แต่ก็หาไม่ได้ สรุปว่าส่วนใหญ่ก็ได้ที่ชินจูกุเกือบหมด
ตอนกลางคืนเปิดทีวีเล่นๆไปเรื่อย พอสัก 5 ทุ่มก็เปิดมาเจอกันนี้ รู้สึกเคยมีน้องในบอร์ดของพี่ ffman ถามว่ามันคืออะไร ข้าพเจ้าดูแล้วก็เห็นว่ามันก็คือ sesame street ภาค BJD นี่เองจ้า
ถ่ายจากทีวีเลยมัวๆค่า รายการนี้มีทุกวันพฤหัสบดี เวลา 23.00 - 23.30 น.ค่ะ
เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นไม่ได้แข็งแรงอะไรก็เลยไม่รู้ว่าพูดอะไรกัน แต่โดยรวมเหมือนรายการวาไรตี้ ช่วงแรกก็ให้เหล่านักพากษ์มาทำกิจกรรมแปลกๆ อย่างอาทิตย์นี้ก็คือไปเล่นแกรนแคนยอน กับ Free fall แล้วก็จะคั่นด้วยละครสั้นๆ อยากฉากที่เอามา ก็มีหนุ่มน้อยใส่ชุดตุ๊กตาหมีมาหาเจ้าหนุ่มที่ใส่เสื้อขาวข้างบนนี่แหละ คงจะจากไปไหนสักแห่ง แล้วจู่ๆตัวละครอีกตัวใส่ชุดนายพรานถือไรเฟลก็เอารูปถ่ายเจ้าดอลล์หนุ่มใส่ชุดตุ๊กตาหมีมาถามหา แล้วจู่ๆเจ้าเด็กใส่หูแมวก็ตามเข้ามาใสมือถือกระเป๋าใส่มีดอีโต้ พูดอะไรกันก็ไม่รู้ แล้วน้องสาวผมสลวยนางนี้ก็ตามเข้ามา สรุปว่าทั้งเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง ตอนท้ายรายการก็มีดอลล์สาวน้อยอีก 2 คนไปสัมภาษณ์นักสะสมไบล์ท แล้วสุดท้ายก็ประกาศรับสมัครวงนักดนตรีที่อายุ 19 ปีขึ้นไป ก็จบแล้ว ครึ่งชั่วโมง
14 พ.ย. 51
วันนี้ตอนกลางวันมีช่วงแนะนำสถานที่เที่ยวสำหรับเสาร์-อาทิตย์นี้ ทาง OLIS ก็เตรียมโบรชัวร์คามาคุระกับฮาโกเน่ไว้ให้ แต่แก๊งค์ขวัญ อันประกอบด้วย ขวัญ พี่พีพี พี่เอ็ม และชินจัง (ชิน เยียน ปิง จากมาเลเซีย ผู้อยู่บริษัทเดียวกับพี่เอ็ม คือบริษัทนี้เป็นบริษัทข้ามชาติน่ะค่ะ (ชาตินี้ไปชาติหน้าอะไรทำนองเนี้ย) ตกลงใจจะไปนิคโก้กัน อันว่าแต่ว่าข่าวร้ายคือ ถ้าจะซื้อ Nikko pass (ประมาณว่าซื้อบัตรนี่แล้วจะรวมค่าเดินทางหมด ค่ารถไฟ รถเมล์ จะขึ้นรถเมล์กี่เที่ยวก็ได้ ก็เหมือน JRPAss HakonePass หรือ KyotobasPass น่ะค่ะ) ต้องไปซื้อที่ Information center ที่สถานีรถสายโทบุ ที่อาซาคุสะ ซึ่งมันปิด 5 โมงเย็น แต่กว่าสัมมนาจะจบก็ 5 โมงเหมือนกัน ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจจะไปนิคโก้วันเสาร์แท้ๆ เพราะรู้ว่าวันอาทิตย์ฝนตก สรุปว่าต้องเปลี่ยนแผนไปนิคโก้วันอาทิตย์ พี่เอ็มเลยไม่เอาด้วย ลาทีมไป 1 หน่อ
เย็นวันนี้เราไปที่ชินจูกุค่ะ เป้าหมายของขวัญคือร้านโวล์ค (เทนชิโนะสึมิกะ) ที่อยู่ตรง east exit แต่เผอิญของที่แม่ฝากขวัญซื้ออยู่ที่ห้างโอดาคิวที่ west exit ก็เลยไปห้างก่อน หิ้ว EMXGold ปริมาณ 500 ml มา 3 ขวดแล้วก็พยามจะเดินกลับไปถนนทางตะวันออก ซึ่งก็จะเป็นที่ตั้งของ Muji, Isetan, Mitsukoshi (มั้ง จำไม่ได้แล้ว) ที่พี่พีพี พี่เอ็ม แล้วก็ชินจัง อยากช้อบ (ต้องเห็นถุง น่ากลัวมากหิ้วกันได้ไง พกเงินไปกันกี่แสนเยนเนี่ย) ไอ้ขวัญก็เยี่ยมอีกแล้วพาหลง เพราะมัวแต่ไปยึดติดกับ sakuraya (ใช่ไหมเนี่ย) หารู้ไม่ว่ามันกระจายสาขารอบสถานีเป็นดอกเห็ด ดีว่ามีสาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้แกได้ยินตอนขวัญกับชินจังถกกันเรื่องทิศทาง ท่านผู้นี้เลยชี้ทางสว่างให้ โอขอบพระคุณมากๆค่ะ
คราวนี้ขวัญไม่รู้เป็นอะไร ไม่อยากถามทางเอาเสียเลย สงสัยเพราะเห็นว่าคนน้อยน่าจะหาทางกันเองได้ คราวที่แล้วคนเยอะ ถ้าไม่ถามทาง หลงทีเสียเวลา เลยถามดะ ถามจนโดนด่า จ๋อยๆๆๆ
เป้าหมายคือที่นี่ค่ะ ตึก Studio Alta (ตึกตรงกลาง) เห็นตึกมุมซ้ายกับทางลงมุมขวาไหมคะ นี่คือทางลงไปสถานีชินจูกุค่ะ ด้านตะวันออก Tenshinosumika อยู่ชั้น 6 ค่ะ เดินลิฟท์อยู่ทางขวามือตรงทางเข้าตึก พอออกจากลิฟท์มาก็เจอร้านเลย อยู่หน้าลิฟท์ด้านซ้ายมือค่ะ ร้านโวล์คห้ามถ่ายรูปค่ะ ตอนนี้ตกแต่งธีมฤดูใบไม่ร่วง สีส้มสดใสทั้งร้าน ที่จริงก็กะจะถ่าย display หน้าร้านจากทางเข้าลิฟท์เหมือนกัน แต่ดันเจอสาวโลลิต้าดักไว้อะ เป็นสาวน้อยในชุดโลลิต้าสีฟ้าน่ารักมากมาย ตอนแรกที่เห็นในร้านก็ไม่คิดอะไร พอขวัญซื้อของเสร็จสาวน้อยคนนี้แกวิ่งตามออกมาด้วยอะ คือน้องเธอเรียนภาษาจีนมานิดหน่อย แล้วเข้าใจว่าขวัญเป็นคนจีนเลยจะชวนคุย เผอิญเดี๊ยนก็ภาษาญี่ปุ่นต่ำเตี้ยติดดิน ส่วนน้องก็ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง คุยกันแบบไม่รู้เรื่องจนดิชั้นต้องขอตัวจากลา คือไม่รู้จะสื่อกันยังไง ท่าทางเขาอยากชวนคุยมากเลย แล้วขวัญก็ไม่รู้ว่าโวล์คเนี่ยภาษาญี่ปุ่นเขาออกเสียง โฮ-คุ-สึ เขาถามว่าเรามีดอลล์โวล์คไหมเราก็บอกว่าไม่มี แต่เพื่อนมี (ทุกคนในบอร์ดคือเพื่อนขวัญค่า เหวย เหมามั่วๆจริงๆ) พยามจะบอกว่ามีเซซิล วิลเลี่ยม เรสเนอร์ โอลิเวีย นะ ก็ไม่เข้าใจกันอีก เพราะขวัญออกเสียงภาษาอังกฤษหมด (ก็ฉานไม่รู้ว่าภาษาญี่ปุ่นออกเสียงยังไงนี่) น้องก็ทำหน้าเอ๋อเหลอไป แต่ก็ยังความอดทนที่จะถามต่อว่าแล้วดอลล์ของเราเป็นดอลล์ของบริษัทอะไร เราก็บอกว่าของเกาหลีเป็น Dream of doll น้องก็ไม่รู้จัก น้องรู้จักแต่ Leeke ค่ะ เอาเป็นว่าก็ขอลาจากน้องน้อยผู้น่ารักละกัน เลยชวดอดถ่ายหน้าร้านเลย เฮ้อ
ที่จริงก็มีโชว์รูมของโวล์คอยู่ที่ชินจูกุเหมือนกันอยู่แถวๆห้างอิเซตันค่ะ แต่ไม่ได้ไป
เนื่องจากนัดสาวๆทานข้าว 20.30 น.ค่ะ ตอนนั้นเพิ่งจะเกือบ 1 ทุ่ม ขวัญเลยวิ่งเอาของ (น้ำหนักๆ 3 ขวด) ไปฝากไว้ที่ล็อคเกอร์หยอดแล้ว แล้วนั่งรถไฟกลับไปที่ชิบูย่าไปตามหาฝัน
ก็เหมือนเดิม หลงค่ะเพราะในลายแทงที่พี่แอ้วให้ไว้บอกว่าเป็นตึกบีมใกล้กับพาร์โค เอ่อ ปรากฏว่าพาร์โคมีทั้งหมด 3 ตึกค่ะ ทั้งๆที่ตอนแรกก็มาถูกทางแล้ว อีก 2 ก้าวก็จะถึง มังดาระเคะแล้ว ดันเห็นป้านไฟห้างพาร์โคไหวๆ เลยรีบทะยานออกไป วนรอบตึกพาร์โค 2 ตึกไปสิบกว่ารอบก็หาตึกบีมไม่เจอ อิชั้นก็ไม่ถามใคร สุดท้ายเห็นว่าจะสองทุ่มแล้ว เลยตัดใจเดือนกลับ แวะร้านหนังสือซื้อหนังสือสอนพับกระดาษที่พี่ปุ้มฝากซื้อ อันนี้ต้องขอถามค่ะ หาเองทั้งชาติคงไม่เจอ ซื้อแก้ว starbucks ให้น้องสาวสุดเลิฟ ที่นี่ก็มันส์อีก คือปรกติซื้อแก้วมันจะได้ coupon ให้เติมกาแฟในแก้วฟรี ตอนแรกน้องพนักงานก็ถามว่าจะเป็นของขวัญใช่ไหม เราก็บอกเออๆไป ปรากฏว่าคิดผิดมากๆเพราะน้องเขาเอาไปห่อให้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ (อ่า ขอบใจนะ แต่เสียเวลาค่ะน้อง) พอเรื่องคูปองน้องก็ถามว่าจะให้ใส่ในถ้วยไหม เราก็บอกว่าไม่ใส่ น้องก็งง พยามจะเน้นว่า Free Drink ที่พิมพ์ภาษาอังกฤษในคูปองมากๆ ก็มันใช้ต่างประเทศไม่ได้นี่ ใช้ได้แต่ในญี่ปุ่น แล้วเดี๊ยนก็ไม่ดื่มกาแฟอะ (แม้จะสามารถเอาแก้วที่ซื้อให้น้องมาใช้ได้ก่อนก็เถอะ) ก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษไปว่าจะเอาไปให้เพื่อนที่ต่างประเทศ น้องก็ไม่เข้าใจ โออออ ตรูต้องนั่งรวบรวมแกรมม่าญี่ปุ่นอีก ก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็ตัดใจให้ใส่ๆไปเหอะ ไม่งั้นไม่จบ ตอนที่เดินหงอยๆจะกลับสถานีรถไฟก็ดันไปสะดุดกับป้ายโปสเตอร์เรื่อง black jack ของอาจารย์โอซามุ ก็เลยเงยหน้าดู อ้าวตึกบีมนี่ อ้าวป้ายเขียนว่ามังดาราเคะนี่ เออนะ บทจะเจอ ก็เดินลงใต้ดินดิบเถื่อนไป ดิบเถือนจริงๆ ทั้งมืดทั้งสลัว ผนังอิฐ บันไดไม้ เหมือนผับใต้ดินมากๆ แถมเปิดหลอดนีออน แวบๆ กระพริบๆ ตามทางเดินตลอด ไปถึงก็เอาโพยน้องพลัมไปถามพนักงาน ก็ได้นิยายมาในราคาลดกว่า 50% ไม่มีเวลาจะดูโดจินชิ เพราะใกล้เวลานัดทานข้าวแล้ว เลยกลับไปที่หน้า studio alta อีกรอบ แล้วเดินไปทางซอยที่อยู่ด้านซ้ายของตึก (ถ้าหันหน้าเข้าหาตึก) เดินเข้าไปสัก 4-5 เมตร ก็มีซอยไปทางขวาอีกที เห็นป้ายผ้าสีแดงๆ ร้านราเม็ง โคริว
ร้านนี้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว + พี่เอกแนะนำให้มาทานก็มา แต่โดยส่วนตัวไม่รู้สึกว่าอร่อยค่ะ
มาถึงก็มาสักการะตู้นี้ที่อยู่หน้าร้านเสียก่อน สอดเงินแล้วก็กดเมนู หลักการเดียวกับเครื่องขายน้ำอัตโนมัติ จากนั้นรับคูปองแล้วไปยื่นให้หนุ่มๆหลังเคาท์เตอร์ ซึ่งท่านก็จะแจกกระดาษข้อสอบปรนัยมาให้ ยิ่งทำหน้าโง่แบบอิชั้นเขาก็จะให้ Manual ในการกรอกที่เป็นภาษาอังกฤษมาให้ หลังจากศึกษาเข้าใจแล้วก็ลงมือทำข้อสอบได้ แบบว่าขนาดอ่านคู่มือยังทำผิดเลย เขาให้เลือก topping แค่ 4 อย่าง ดันเลือกซะ 5 แบบว่าตัดใจม่ายลง
15 พ.ย. 51
เริ่มต้นที่พระราชวังอิมพีเรียลค่ะ แก้มือตอนเมษายน ที่ฝนตก
คราวนี้สะพานแว่นตา เป็นแว่นชัดแล้ว ไม่มัวเพราะม่านฝน กำลังงงตัวเองว่าทำไมไม่ถ่ายรูปแนวนอน เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าติดกลุ่มทัวร์จีน หลบมุมได้เท่านี้แหละค่ะ
พระราชวังอิมพีเรียลเปิดให้ประชาชนเข้าชมเฉพาะส่วนที่เป็น East Garden ซึ่งปิดทุกวันศุกร์ คราวที่แล้วพาทัวร์สาวคานไปวันศุกร์พอดี (เพราะว่าพนักงานที่โรงแรมบอกว่าไม่ปิด) เลยชวด คราวนี้ไม่พลาดเพราะเป็นวันเสาร์ เข้าทางประตู "โอเทะมง" ค่ะ (ประตูมือใหญ่ - แปลกันตรงๆอย่างนี้เลยนะ) เดินเข้าไปจะเห็นเคาท์เตอร์ให้เข้าไปรับ tag พลาสติก เขียนแค่ว่าขากลับให้เอามาคืนด้วย แล้วตรงเคาท์เตอร์ก็เขียนว่า "Admission Free" อ่านแล้วยิ้มเลย น่ารักจัง รู้สึกได้ถึงอารมณ์ขันเลยค่ะ
ทางเข้าค่ะ ถ้าให้สะพานแว่นตาอยู่ด้านซ้าย ประตูโอเทะมงก็อยู่ด้านขวาสุดค่าสุดขอบเขตพระราชวังเลยค่า
สวนสวยๆก็ต้องคู่กับสาวสวย นางแบบคือพี่พีพี ถามแล้วว่าถ้าเอารูปพี่ลงบล็อคขวัญต้องคาดตาดำหรือเปล่า ท่านพี่บอกไม่ต้อง ก็โซโล่เลยนะคะ พี่พีพีเป็นนางแบบให้ขวัญแทบทุกรูปแหละ พี่เอ็มยังบอกเลยว่าทำไมไม่แลกกล้องกันไปเลยขวัญจะได้มีรูปของขวัญ พี่พีพีจะได้มีรูปของตัวเองอยู่ในกล้อง แต่สุดท้ายก็ไม่แลกค่ะ
ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซ้วยสวย
แนวต้นกิงโกะตรงถนนทางขึ้นจากรถใต้สถานี Nijubashimae ค่ะ แต่ขากลับลงรถใต้ดินที่ Otemachi
จากพระราชวังอิมพีเรียลไปอาซาคุสะ เพื่อซื้อ All Nikko Pass ออกจากสถานี subway asakusa เห็นร้านอาหารคนต่อแถวยาวเหยียดมากมาย เลยเดินเลือกร้านที่คนน้อยๆ เพราะว่าหิวกันแล้วไม่อยากต่อคิว เลยได้ร้าน "โทคิวะ โชคุโด" ถ้าหันหน้าเข้าประตูสายฟ้า จะอยู่ทางซ้ายมือร้านแรกเลยค่ะ ถัดจากร้านขายของฝาก ที่เลือกเพราะไม่มีคนแล้วก็มีโมเดลหน้าร้านให้จิ้มดี
แต่เข้าไปก็ขอเมนูภาษาอังกฤษมาดูอยู่ดี ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าอ่านแล้วนึกหน้าตาอาหารไม่ออก ก็ใช้ภาษาญี่ปุ่นกับอังกฤษสั่งปนๆกันไป
ของพี่เอ็มเป็นเมนูหมูผัดอะไรสักอย่าง พี่เขาไปจิ้มหน้าตู้เอาเอง ส่วนขวัญ พี่พีพี กับชินจังร่วมแชร์อาหารกันดังภาพ ประกอบด้วยชุดปลาดิบรวนราคา 3 พันเยน ชุดอุนาจู (ข้าวหน้าปลาไหล + ซุปหอยอาซาริ) ไข่ย่าง (ทามาโกะยากิ) แล้วก็ปลาหมึกย่าง (อิกะยากิ) รวมแล้วเท่าไหร่ก็ลืมๆแล้ว แต่ตกก็จ่ายคนละ 1500 กว่าเยน
ขอบอกว่าอร่อยมากกกกกกกกก ขวัญได้ฟาดหอยเม่นคนเดียวเกือบหมดเลย เพราะท่าทางพี่พีพี กับชินจัง จะไม่ค่อยชอบ แต่ชินจังกินจูโทโร่ ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน (5555 เจ๊ากันไป) ทุกอย่างมันทั้งสดทั้งหวาน ซุปหอยก็อร่อยสุดๆ ปลาไหลก็อร่อยมาก ทั้งนุ่มแล้วก็หวานด้วย ไม่ด้านแล้วก็แข็งเหมือนกินที่ไทย (แต่ก็เข้าใจว่าแช่แข็งมาค่ะ) รู้สึกเหมือนตอนเดือนเมษาที่ผ่านมาทำตัวใกล้เกลือกินด่าง ทั้งๆที่โรงแรมที่พักก็อยู่ที่อาซาคุสะแท้ๆดันไม่ได้กินข้าวที่อาซาคุสะเลย ที่นี่ร้านปลาดิบเยอะมาก แต่ละร้านคนก็ยาววววววววววววววววว แสดงว่าอร่อยจริง
ทานข้าวแล้วก็แยกย้ายค่ะ ให้ชินกับพี่เอ็มไปช็อบในถนน Nakamise ส่วนขวัญกับพี่พีพีก็เดินไปที่สถานีรถไฟสายโทบุ (ไม่ใช่สถานีรถไฟใต้ดินอาซาคุสะจ้า) เพื่อไปซื้อ All Nikko Pass ราคา 4400 เยนต่อใบ
ถนนหน้าประตูสายฟ้า ฝั่งตรงข้ามกับ Information center ของสถานีรถไฟใต้ดินอาซาคุสะมองไปทางแม่น้ำสุมิดะ (ด้านซ้ายมือ) จะเห็นตึกเบียร์อาซาฮี เป็นก้อน.....ทองอร่าม เดินตรงไปตามถนนนี้จนถึงทางแยกมองไปทางซ้ายจะเจอสถานรถไฟสายโทบุจ้า
ถามข้อมูลว่าขึ้นรถไฟที่ไหนยังไง ชานชลาอะไร เวลาเท่าไหร่ แล้วไปต่อรถเมล์ที่ไหนอย่างไรเสร็จสรรพ ก็เดินมารอสาวๆ ระหว่างรอก็บ่าย 2 พอดี นาฬิกาที่ Information center ของสถานีรถไฟใต้ดินอาซาคุสะก็เปิดออกแล้วตุ๊กตาน้อยๆก็ออกมาเต้นระบำกันสัก 5 นาทีมั้ง
งานนี้คนที่น่าสงสารที่สุดคือชินจัง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาญี่ปุ่น ดังนั้นเธอเห็นอะไรเธอก็ซื้อๆ จนเป็นบ้าหอบฟางที่สุดเลย ส่วนขวัญมาขนไปแล้วตอนเมษายน ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรมาก เดินตัวปลิว ส่วนพี่เอ็มมีวินัยกว่าชิน(อาจด้วยวุฒิภาวะ) เลยขนน้อยหน่อย แต่ก็เสียทรัพย์ไปที่ถนนนากามิเสะนี่ไปไม่น้อย
จากอาซาคุสะไปที่ถนนอาเมโยโกะสุดที่เลิฟ คราวนี้ฝนไม่ตกคนเลยแน่นมาก คราวที่แล้วลงสถานีอุเอโนะ คราวนี้อุกอาจแอบเปลี่ยนสถานีเป็น อุเอโนะโอคาจิมาจิ เสร็จเลยหลงทิศ ดีว่าเห็นสีเขียวๆของสวนอุเอโนะแต่ไกลเลยคลำทางไปอาเมโยโกะถูก หาร้านถั่วที่ซื้อคราวที่แล้วไม่เจอค่ะ แต่หาร้านที่ซื้อร่มเจอ เลยไปซื้อร่มให้พี่ผึ้ง แต่ดูเหมือนมันจะเปลี่ยนรุ่นไปหมดเลย รุ่นเบาๆที่เคยซื้อคราวที่แล้วก็ไม่มีแล้ว แต่มีรุ่นใหม่ คนขายบอกว่าเบาที่สุดเลย แต่เห็นว่ามันไม่มีลายอะไรเลย เลยไม่ได้ซื้อรุ่นนี้ให้พี่ผึ้ง แต่ซื้อให้ตัวเองเพราะจะเอาไปใช้ตอนไปนิคโก้พรุ่งนี้
ออกจากอาเมโยโกะข้ามถนน นิดหน่อยก็เจอตึกม่วง ทาเคยะ เป็นห้างที่ขายของปลอดภาษี คนแน่นยังกะหนอน แน่นมาก แทบเหยียบกันตาย ชั้นล่างเป็นของกินทั้งหมด ส่วนชั้นอื่นๆก็เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง ก็กระจายกำลังกันซื้อของเหมือนเดิมค่ะ ขวัญหมดไปกับทาเคยะ ประมาณ 7 พันกว่าเยนเลยล่ะ ของฝากทั้งนั้นเลย
จบจากรายการช้อบ ฟ้าก็มืดได้ที่ ตั้งใจจะไปโอไดบะกันต่อ แต่ชินจังกับพี่เอ็มขอลากลับที่พักเนื่องจากไม่สามารถขนไปได้มากกว่านี้แล้ว เราก็ไม่ว่าจั๋งไส เหลือขวัญกับพี่พีพีไปโอไดบะต่อ ขอบพระคุณพี่พีพีมากที่กรุณาตามใจไอ้บ้าคนนี้ ต้องบอกว่าอาการตอนนั้นคือเหนื่อย และเพลียมากแล้ว (จากการเบียดกับคนตลอดงานเลย) แล้วพี่พีพีก็เคยไปโอไดบะแล้ว ก็ยังยอมไปเป็นเพื่อนไอ้บ้าขวัญ ขอบคุณค่ะ
ก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงชิโอะโดะเมะ (ปกตถ้านั่งเจอาร์ต้องไปลงที่ชิมบาชิ) เอาของไปฝากล็อคเกอร์ แล้วก็นั่งสายยูริคาโมะเมะที่แสนแพง แพงจริงๆนะ อาจเพราะว่าเป็นสายใหม่เอี่ยมไฉไล ตัวสถานีก็ขาวสะอาดจนแสบตามั้ง ไปลงที่สถานีโอไดบะ อะไรสักอย่างนี่แหละ ตอนแรกว่าจะแวะออนเซ็นแต่ขอบอกว่าข้าพเจ้าถังแตกเสียแล้วค่ะ เพราะแลกเงินไปประมาณหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ก็เลยไปเดินตรงที่เป็นหมู่ห้างหน้าหาดดีกว่า
ถ้าหันหลังให้หาดก็จะเห็นห้างเรียงรายเช่นนี้แล จากด้านซ้ายสุดคือ Deck ค่ะ หลังจากนั้นก้จำไม่ได้แล้วห้างอะไรบ้าง ตรงกลางเป็นห้างที่มีสวนสนุก Joypolis อยู่ในห้าง
จากลานหน้าหมู่ห้าง เห็นสะพาน Rainbow แล้วก็ทางขวาสีแดงๆ คือหอคอยโตเกียว ที่อยู่ในอ่าวโตเกียวคือเรือภัตตคารสุดหรู
หมีแม่ลูกร้องไห้เพราะความหนาว ขวัญไม่ได้ลงไปที่สวนที่มีเทพีเสรีภาพเพราะเห็นว่ามืดแล้ว ก็เลยเดินดูของในห้าง (แน่นอนว่าวินโดว์ช้อบปิ้งค่ะ) ทานอาหารที่ฟู้ดคอร์ท เป็นโซบะผักรวมทอด ของพี่พีพีเป็นเทมปูระโซบะ แล้วก็ไปซื้อใบเมเปิ้ลที่ไดโซะ ที่เพิ่งรู้ทีหลังว่าที่บ้านเราก็มีขายเหมือนกัน ซมซานกลับมาก็เวลากำลังดีไม่ดึกเกินไปนัก แต่ดีใจที่ทราบว่าเราไม่ใช่กลุ่มสุดท้าย (ฮา) รู้สึกว่ากลุ่มที่จะกลับมาดึกที่สุดคือกลุ่มไต้หวัน แต่เห็นพี่พีพีบอกว่าตอนตี 2 ตี 3 ก็ยังได้ยินเสียงคนเพิ่งกลับมาเหมือนกัน สรุปว่าไม่รู้แล้วว่าใครกลับหลังสุด แต่ที่แน่ๆ กลุ่มข้าพเจ้าต้องตื่นแต่แต่ตี 5 เพื่อไปนิคโก้ค่ะ
16 พ.ย. 51
วันนี้ 3 สาว จรลีออกจากที่พักตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้าเพื่อหวังจะไปขึ้นรถไฟสายโทบุนิคโก้เที่ยว 7.10 แต่ก็ไม่ทัน เพราะโทโดโรกิกับอาซาคุสะมันไกลกันสุดขั้วจริงๆ ตกลงว่าถึงที่สถานีเอาตอน 7.20 รถไฟเที่ยวต่อไปคือ 8.10 ก็เลยชิวๆ ซื้ออาหารเช้าเอย ถ่ายรูปกับรถไฟที่จอดที่ชานชลาแถวๆนั้นเล่นแทน
อาหารเช้าของข้าพเจ้าคือขนมปังยากิโซบะ อยากลองกินมาตั้งนานแล้ว (ตั้งแต่อ่านเรื่องรันม่าครึ่งอะ - เก่าโคตร) ส่วนแซนวิชทงคัตสึกับกาแฟเป็นของพี่พีพี ชินจังก็กินอลังการตั้งแต่เช้าเหมือนเดิม (ท่าทางชินจะหมดตัวหนักกว่าเพื่อนนะเนี่ย แต่อย่างว่าแหละท่าทางดูแล้วบ้านรวยอะไม่น่าสะเทือน) มีคุณป้าชาวญี่ปุ่นพยามจะคุยอะไรเกี่ยวกับข้าวปั้นที่อยู่ในเซทอาหารกล่องของชิน ขวัญก็ได้แต่บอกว่าพวกเราไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นค่ะ (รู้สึกว่าจะใช้คำนี้บ่อยจริง = nihongo ga wakarimasen) คุณป้าเลยใช้ภาษาใบ้สุดชีพ แบบว่าชี้มาที่ข้าวปั้น แล้วทำท่าปั้นๆ แล้วก็เอามือล้วงในกระเป๋าถือ แล้วก็ชี้ไปที่ร้านที่ขายอาหารที่ชานชลา สรุปก็คืออิชั้นกับชินก็ดีโค้ดกันไม่ออกว่าคุณป้าต้องการสื่ออะไรกันแน่
จากนั้นก็รถไฟมาตรงเวลาเป๊ะๆ ขวัญจำคำที่ยูกะซัง (เจ้าหน้าที่ OLIS) บอกว่าให้นั่งแต่ตู้ที่หนึ่งกับตู้ที่สองเท่านั้น พี่พีพีก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่ขายบัตร Nikkopass ก็บอกเหมือนกัน (แต่ทำไมขวัญไม่เห็นได้ยินแฮะ) ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่เพิ่งถึงบางอ้อเอาอีตอนถึงนิกโก้ (ใช้เวลาเดินทางราวๆสองชั่วโมง) ว่าจากขบวนยาวเหยียดจากโตเกียว มันเหลือแค่ 2 ตู้อะ เฮ้ย แบบว่าปลดออกไปตอนไหนเนี่ย
เดินออกมาจากสถานีโทบุนิกโก้ ข้ามถนนเล็กๆก็จะเป็นที่ขึ้นรถเมล์ ตอนแรกตั้งใจว่าจะเก็บที่สะพานศักดิ์สิทธิ์ก่อน (สะพานชินเคียว) แต่ดันนั่งรถเลย พอจะเปลี่ยนใจว่าเริ่มที่ศาลเจ้าฟูตาราซันก็ได้ ก็นั่งรถเลยป้ายอีก สรุปว่ากลุ่มอิชั้นก็เริ่มมันจากสุดสายก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาก็แล้วกัน ก็เลยเริ่มที่ทะเลสาบจูเซ็นจิค่ะ
ทะเลสาบ Chuzenji ค่ะ ที่จริงมันต้องเห็นใบไม้เปลี่ยนสีรอบทะเลสาบแต่ว่าวันนี้ฝนตก ดังนั้นก็หมอกลงจัดอย่างที่เห็นค่ะ ที่จริงก็มีพวกเรือล่องทะเลสาบด้วย แต่กลุ่มข้าพเจ้าตัดทิ้งหมด ต้องทำเวลาค่ะ อ้อ แล้วที่สำคัญคือมันหนาวมากถึงมากที่สุดเลยล่ะ
ถ้าไม่บ้าก็ไม่ใช่ข้าพเจ้า ไม่รู้ปากใครกว้างกว่ากันปากคนหรือปากหมี
หันหลังให้ทะเลสาบจูเซนจิ เดืนกลับไปยังจุดที่รถเมล์จอดแล้วก็เดินต่อเพื่อไปน้ำตกเคกอน (Kegon Fall) ซึ่งเราน่าจะได้เห็นตามภาพข้างล่างนี้
แต่เรากลับเห็นแบบนี้
หมอกสุดๆ นอกจากนี้ยังมีลิฟท์ให้ลงไปชมน้ำตกระยะประชิด แต่เสียเงินเพิ่ม พี่พีพีเลยให้ขวัญไปถามก่อนว่าถ้าลงไปแล้วจะเห็นน้ำตกหรือเปล่า คำตอบก็คือตอนนี้ยังไงๆก็ไม่เห็น ก็เดินกลับเพื่อไปศาลเจ้าฟูตาราซัน แต่ดูท่าชินจังจะหงอยอย่างเห็นได้ชัด คงรู้สึกเสียดายเงินมั้งเสียค่า Nikkopass ตั้ง 4400 เยน แต่มาแล้วไม่เห็นอะไรสักอย่าง
เนื่องจากกว่าจะถ่อมาถึงตรงนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว รถขากลับจากทะเลสาบออกตอน 12.10 น. ก็เลยซื้อปลาย่างเกลือกินประทังไปก่อน ไม้ละ 500 เยน อร่อยเหอะเลย
รูปปลาย่างเกลือในม่านหมอก เหอๆๆๆ
พอนั่งรถลงเขา (ทางคดเคี้ยงยิ่งกว่าโค้งแม่ฮ่องสอน) ผ่านเหล่าหมู่ใบไม้เปลี่ยนสีอันสวยงาม แต่ว่าชื่นชมได้ไม่ถนัดเพราะ ฝ้าเกาะกระจกตรึม อ้อ ลืมบอกว่าที่ทำไมต้องดิ้นรนมานิกโก้ เพราะนิกโก้เป็นสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดในญีปุ่นค่ะ ถึงได้กระเสือกกระสนมาแม้ว่าฝนจะตก และไม่ค่อยเห็นอะไรก็ตามที จ๋อยๆๆๆๆ
ลงรถที่ป้าย Nishisando พอลงจากรถต้องเดินต่อไปข้างหน้าจนถึงสามแยก แต่ว่าไอ้ร้านที่ปลูกเถาไอวี่คลุมทั้งร้านนี่มันเบนความสนใจ จนกลุ่มข้าพเจ้าเดินย้อนหลังแทนที่จะเดินไปข้างหน้า (หลงทิศอีกแล้ว) แต่ดีว่าได้สติเลยเดินกลับไปถูกทิศ
ถูกล่อลวงด้วยเถาไม้ (ของจริงค่า) ที่เปลี่ยนสีได้สุดอร๊างงงงงงง
พอเดินผิดทิศเลยได้ภาพใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆแสนเคลิ้มเช่นนี้แล
พอมาถึงที่ถึงทางแล้ว ก็แวะทานข้าวก่อนลุยทัวร์วัดค่า พอดีร้านอื่นๆคนเยอะ ขวัญเลยจับพลัดจับผลูได้ร้านนี้ชั้นล่างเป็นร้านขายของที่ระลึก ชั้นบนเป็นร้านอาหาร พอดีมีคุณพี่ยืนตะโกนเชียร์แขกอยู่หน้าร้าน กลุ่มขวัญก็ไปรุมดูโมเดล แกเลยแจกคูปองส่วนลด 10% ให้โดยให้เอาคูปองไปยืนที่คุณป้าแคชเชียร์ในส่วนที่ขายของที่ระลึกแล้วสั่งอาหารกับคุณป้า จากนั้นเอาสำเนาใบสั่งอาหารขึ้นไปทานชั้นสอง ร้านชื่อมารุฮิเดะค่ะอาหารแนะนำของร้านคือชุด ยูบะด้ง เป็นฟองเต้าหู้กวนกับแป้งมันข้นๆใส่ผักกาดขาว เห็ด ขิง แล้วก็มีหมูด้วยมั้ง ขวัญสั่งเป็นเซ็ทไม่ได้ค่ะ (เริ่มจนกรอบแล้ว) เลยสั่งแต่ยูบะด้งอย่างเดียว ส่วนพี่พีพีกับชินจัง สั่งอุด้ง นี่ก็ไม่เอาเป็นเซ็ทเหมือนกัน แบบว่าจนกันถ้วนหน้า
ขอบอกว่าอร่อยจริงๆค่ะ ไม่รู้จะหากินได้ที่ไหนอีกบ้าง ติดใจยูบะด้งเสียแล้ว แต่เท่าที่ดูในโตเกียวก็ไม่เคยเห็น ไม่ใช่ว่าถ้าอยากกินอีกต้องถ่อไปถึงนิกโก้นะ จะเวอร์ไปแล้ว อุด้งก็อร่อยมากค่ะ พี่พีพีซดน้ำเกลี้ยงเหลือแต่เส้น ส่วนชินจังกินเส้นเกลี้ยงเหลือน้ำ ชินเลยบอกว่าให้เอาเส้นของพี่พีพีรวมกับน้ำซุปของชิน แล้วให้ขวัญกินต่อ เอ่อ อยากทำอยู่หรอกค่ะ แต่หน้าข้าพเจ้ารู้สึกจะกลมขึ้นๆทุกทีเลย
เดินกลับมาที่สามแยกที่เดิม ซื้อบัตรเข้าชมเหมา 5 วัด 1000 เยน แต่ถ้าไม่เหมาก็ไปซื้อแยกหน้างานก็ได้ พวกดิชั้นก็ดันซื้อเหมา เอาเข้าจริงก็ข้ามไป 2 วัดเพราะเวลาไม่พอ อืม วางแผนพลาดจริงๆนะเนี่ย อย่างว่าแหละค่ะไปคราวนี้ขวัญไม่มีเวลาศีกษาข้อมูลเที่ยวเลยด้วยซ้ำ คนที่เคยไปบอกให้ทำอะไรก็ทำตาม ไม่ได้พิจารณาเรื่องอื่นๆอย่างเงื่อนเวลาอะไรทำนองนี้เลย เลยรู้สึกว่าใช้เงินเปลืองๆเกินไปหน่อยเหมือนกัน
จากจุดขายบัตรเหมาเดินขึ้นเนินเพื่อไป Rinnoji temple (taiyuin) ก่อน
ทิวทัศน์ริมทาง
ตรงไปคือ ไทยูอิน แต่ด้านขวาเป็นทางแยกไปฟูตาราซันค่ะ
เป็นวัดแรกสุด เลยมีรูปถ่ายเยอะหน่อย หลังๆนี่แทบจะวิ่งผ่านวัดแล้ว ไม่แวะเข้าไปดูทั้งนั้น
ต่อจากไทยูอิน ก็ไปที่ฟูตาราซันค่ะ เดินเข้าไปเจอสิ่งของปลุกเสกก่อนเลย ให้เดินลอดห่วงนี่เป็นรูปสัญญลักษณ์อินฟินิตี้ ก่อนเดินเข้าวัดค่ะ เราก็ทำตามๆไปไม่รู้เพื่ออะไร ถ้าเพื่อให้ครองรักกันยืนยงนี่ซวยเลย เพราะข้าพเจ้าลอดคู่กับพี่พีพีเสียด้วย
มีองเมียวหนุ่มน้อย (หล่อมาก) นั่งที่เคาท์เตอร์ขายบัตรด้านขวามือ ข้าพเจ้ายังไม่ทันจะถ่าย หันไปก็เห็นสาวๆเขาเดินหนีไปเสียแล้ว อะ ชวดอีกตรู (โถ่คอลเลคชั่นหนุ่มใสของข้าพเจ้า)
วิ่งพรวดต่อผ่านเจดีย์ 5 ชั้น (yakushido) พรวดจนเลยศาลโทโชกุ เป็นทีเก็บอัฐิของโทคุกาว่า อิเอยาสุ (ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง ซามูไร ดีปเปอร์ เคียว ของพี่ผึ้งอยู่ เลยอินเป็นพิเศษ) เข้าไปดูรูปไม้แกะสลักฝูงลิงน้อยที่อยู่ที่ศาลาในภาพ
แต่ที่โด่งดังมากคือลิงสามตัวนี้ See no evil, Hear no evil, and Speak no evil ไม่พูดไม่ดูไม่ฟังสิ่งชั่วร้าย
สัตว์ที่โด่งดังที่นี่อีกตัวคือ แมวหลับ (Nemurineko) เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับความสงบก่อนพายุ แม้ว่าในช่วงของอิเอยาสุ บ้านเมืองจะเริ่มสงบสุข (จงอ่านเรื่องเคียวประกอบ มันคงสงบสุขหลังจักรพรรดิรุ่นก่อนตาย เหอ เหอ) แต่คนก็ไม่ได้วางใจว่าบ้านเมืองจะสงบสุขจริง ก็เลยมีแมวตัวนี้อยู่ที่ศาลของอิเอยาสุ แต่เนื่องจากต้องเสียเงินเพื่อเข้าไปดูแมว เรื่องไรจะจ่าย เหอๆๆๆ
จากนั้นก็วิ่งผ่าน Rinnoji temple อีกแห่ง (Sanbutsudo) โดยไม่เหลียวแล หน้าประตูวัดมีมิโกะสาวสองคนยืนต้อนรับ ท่าทางข้างในคงมีพิธีอะไรบางอย่าง แต่พวกกลุ่มข้าพเจ้าไม่มีเวลาอีกแล้วค่า
ที่สุดท้ายของทริปนิกโก้คือสะพานศักดิ์สิทธิ์ค่า เห็นแล้วอยากกรีดร้อง สวยมาก (ฉากหลังนะ) น้ำก็ใสไหลเย็นสุดๆ ดูภาพประกอบได้
น้ำใสจริงๆเลยค่ะ เข้าใจคำว่าใสดังกระจกก็วันนี้แหละ
ขากลับซื้ออาหารกล่องมาทานบนรถไฟค่ะ แต่ไม่อร่อยอย่างแรง แถมเล่นเอาขวัญกับพี่พีพีท้องเสียไปเลย ส่วนชินจังรอดไปเพราะซื้อคนละอย่าง (ซื้อแบบที่แพงกว่าอะ)
ตอนเดินกลับจากสถานีโทโดโรกิไปที่พักแวะคอนวีเนี่ยนสโตร์ ซื้อยากิโซบะสำเร็จรูปกับน้ำโพคาริมากินอีกรอบแถมตั้งแต่เดือนเมษาเนี่ย ขวัญติดเจ้าน้ำโพคารินี้ไปเสียแล้ว เพื่อนคนอื่นๆเขาบอกว่าไม่เห็นอร่อยเลย แต่ข้าพเจ้าชอบมากถึงมากที่สุดค่า
แถมด้วยเรื่องของชินจังหน่อย ชินจังผู้พลังงานล้นเหลือ หลังจากกลับมาถึงอาซาคุสะราวๆสองทุ่ม ชินขอไปอาเมโยโกะต่อ เนื่องจากเธอโทรกลับไปที่บ้านแล้วบอกว่าหอยเชลล์อบแห้งที่ญี่ปุ่นถูกกว่าที่มาเลเซียจมหู เธอเลยไปซื้อหอยค่ะ ส่วนขวัญถังแตกแล้วยืมเงินพี่พีพีบานเบอะไม่กล้าซ่าแล้วสงบเสงี่ยมเจียมตัว (ป.ล. เงินที่ยืมมาคิดเผื่อไว้สำหรับค่าโดจินฉิที่จะไปลุยซื้อต่อในวันพรุ่งนี้แล้ว)
17 พ.ย. 51
โดนพิษข้าวกล่องจนต้องเข้าห้องน้ำไป 3 รอบ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรเรื้อรังต่อ ตอนเย็นก็สามารถออกไปซ่าได้ตามปรกติ วันนี้เป็นวันช้อบเก็บตกค่ะ ใครยังซื้อของอะไรไม่ครบ ก็เก็บให้ครบซะ ที่จริงพวกเราก็ไม่ได้ซื้อของของตัวเองเท่าไหร่เลย ที่หิ้วๆเนี่ยของคนอื่นฝากมาซื้อทั้งนั้น แต่ของชินจังคงไม่ใช่แฮะ วันนี้พันธมิตรแตกค่ะ ทางใครทางมันเลย ขวัญไปอิเคะบุกุโร่ ตามลายแทงพี่แอ้วไปซื้อโดจินฉิ แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเรื่องมันเศร้า ดันซื้อเป็นนิยายกลับมา เสียใจจนต้องโทรกลับมาโหยหวนกับพี่ผึ้ง ก็กะว่าจะเอาไปวางขายงาน ACHO เผื่อใครที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกจะซื้อไป เป็นนิยายสองคู่ค่ะ สควอลโล่ กับ แซงซัส แล้วก็สควอลโล่ กับ ดีโน่ ข้าพเจ้าถั่วขนาดไม่เห็นว่ามีคู่หลังนี่ด้วย ยังงงว่าสควอลโล่ กับ ดีโน่ มาได้ไง งานนี้ไปตามล่าโดจินเซนต์เซย่ามาให้พี่ผึ้งด้วย แต่เส้นเก่าโคตร กำลังคิดว่าควรทำตามคำสั่ง หรือทำตามความเห็นของตัวเองดี แต่สุดท้ายก็เลือกทำตามคำสั่งแฮะ (ตกลงเราเป็นพวกชินเรไทป์ใช่ไหมเนี่ย)
ออกจาก K-books ก็ไป Animete จะหาของเล่นมาให้ลูกชายลูกสะใภ้จั๊กหน่อย ก็ไม่ปิ๊งอะไร เลยออกมาตามหา Volks Showroom ก็ผ่านโรงแรม sunshine prince เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งน้องกบบอกว่าอยู่รอบๆ แต่ท่าทางขวัญจะวนผิดรอบมั้ง วนไปวนมา ชักเปลี่ยว กลับดีกว่านี่ก็ทุ่มกว่าแล้ว เดี๋ยวจะไป Volks ที่ฮาราจูกุไม่ทัน เพราะปิด 2 ทุ่ม
Volks ที่ฮาราจูกุหาง่ายโคตรๆ ไม่รู้ว่าเพราะสถานีเองก็เล็กด้วยหรือเปล่า ออกมาปุ๊บข้ามถนนเดินอ้อมหัวถนนที่มีสะพานลอยพาด เป็นหัวถนนที่อีกด้านเป็นศาลเจ้าเมจิ เดินเข้าซอยไปจนเห็นร้าน playhouse แล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงอีกไม่เกิน 30 เมตรก็มีบันไดลงไปแล้วก็เจอเลย เป็นตึกสองตึก ตึกซ้ายคือ เทนชิโนะสุมิกะ ตึกขวาจะเป็น line dollfie
รูปถ่ายจากสะพานลอย (สะพานหลุดโลก ที่เด็กๆมาแต่งตัวประชันกัน) ด้านซ้ายคือสถานี ด้านขวาเคยเป็น Snoopy town แต่ตอนนี้กลายเป็นดังภาพข้างล่างแล้ว
ถ้าหันหน้าตามอย่างภาพบนซ้ายมือคือศาลเมจิ ขวามือจะทางลงสะพานลอยจะมีต้นกิงโกะต้นใหญ่อยู่ โค้งไปตามน้นจะเห็นร้าน playhouse แล้วก็ไปตามที่บอก ปลายทางก็ตึกโวล์คค่ะ
ขวัญไปถึงแค่ 15 นาทีก่อนร้านปิดเท่านั้นเอง เหมือนร้านนี้จะเน้นโชว์ตุ๊กตามากกว่า ของเหมือนจะน้อยกว่าที่ชินจูกุ (หรือว่าเราตาถั่วเองก็ไม่รู้) ซื้อเทปปะวิกมาฮาๆ กับหนังสือ Volks News ฉบับที่ 31 มาอ่านเล่นๆ
จริงๆที่ร้านนี้น่าจะแอบถ่ายดิสเพลย์หน้าร้านได้ง่ายสุด เห็นม่านที่บังลงมาไหมคะ คือเพราะว่าร้านจะปิดแล้วแต่ถ้ามันยังเปิดอยู่ก็จะเห็นตุ๊กตาโชว์เต็มไปหมด สีส้มๆที่เห็นอยู่ก็สีของใบเมเปิ้ลที่เอามาแต่งธีมฤดูใบไม้ร่วงนี่แหละจ้า
จากเทนชิโนะสึมิกะ ก็ได้เวลาทานราเม็งที่อร่อยเป็นที่สองของญีปุ่น คิวชูจังการะราเมง เดินย้อนกลับออกมาที่ร้าน playhouse เดินต่ออีกนิดเจอตึก Indio รู้สึกว่าข้างล่างจะขายเสื้อ แต่ชั้นลอยคือร้านราเมง เป็นคิวชูจังการะสาขาฮาราจูกุ ตอนแรกก็เดินเลยร้านไปไกลมากมาย (เดินไปจนถึงโอโมเตะซังโด เชื่อเขาเลย อ๋อ มีเชื่อเขาเลยกว่านี้อีก วันสุดท้าย เดืนหลงจากชินจูกุจนจะถึงโยโยหงิอยู่แล้ว จะบ้าตาย) เพราะเท่าที่ฟัง และอ่านมาบอกว่า สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม คนก็ยังต่อคิวกันยาวเหยียด เราก็กะว่าจะใช้คิวคนนี่แหละเป็นจุดสายตา ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายว่าตอนสองทุ่มครึ่งแบบนี้ไม่ยักมีคน
ชีวิตนี้ไม่รู้จักอะไรนอกจากสั่งแต่อาหารแนะนำ เดินขึ้นมาก็สั่งอาหารและจ่ายเงินกับน้องคนนี้ก่อนแล้วเอาคูปองไปยื่นให้หนุ่มๆที่เคาท์เตอร์เหมือนเดิม
อาหารแนะนำของที่นี่คือ จังการะเซมบุ ตอนเมษายัง 980 เยนอยู่เลย (ตาที่พี่เอกบอกมา) ตอนนี้กลายเป็น 1000 เยนเสียแล้ว แสดงว่าญี่ปุ่นนี้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 3.5% เลยหรือนี่ ไม่ไหวนา
ในชามมีไข่ปลา (เมนไทโกะ) หน่อไม้ ไข่ต้ม หมูชาชู อันนี้สิยอมรับว่าอร่อยจริง หมูชาชูนุ่มละลายในปากได้พอๆกับโอโทโร่เลย เมนไทโกะก็อร่อย (ชอบกินพวกนี้อยู่แล้วค่ะ คนไม่ชอบอาจจะแหวะก็ได้) น้ำซุปอร่อยมากเลย เชียร์ให้มาทานอันนี้กันค่ะ ค่อยรู้สึกว่าสมราคาคุยหน่อย
หลังจากนั้นก็กลับที่พักค่ะ ก็กลับมาก่อนแก๊งค์พี่พีพีอีก ก็ถือว่าแฮบปี้แล้วค่ะ สำหรับพรุ่งนี้ก็เป็นเก็บตกเล็กๆน้อยๆก่อนจากลาค่ะ
18 พ.ย. 51
วันสุดท้ายของการสัมมนาค่ะ ตอนบ่ายมีทำเคสด้วยสนุกมากเลย เป็นครั้งแรกที่ไปสัมมนาต่างประเทศแล้วรู้สึก "สนุก" แบบนี้ หัวข้อก็น่าสนใจมาก แม้ว่าจะแอบเซ็งที่บรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วใช้ล่ามแปลภาษาอังกฤษให้ก็ตาม โดยเฉพาะหลังๆที่รู้สึกว่าล่ามแปลได้ไม่ดีเท่าไหร่ เล่นเอาผู้เข้าสัมมนามองหน้ากัน แล้วส่งสายตาให้กันประมาณว่า ตรูไม่เข้าจายยยยย
อาหารกลางวันที่ทานที่สุดอบรมมื้อสุดท้าย เป็นหอยนางรมชุบแป้งทอด ข้าพเจ้าได้ทานส่วนของพี่เอ็มตามระเบียบ
ส่วนตอนเย็นไปหาซูชิทานค่ะ แต่เนื่องจากพี่เอ็มไม่ทานปลา ก็เลยไปกันสามคน ส่วนพี่เอ็มก็หาข้าวทานแถวๆสถานีโทโดโรกิ ก่อนอื่นไปซื้อขนมโตเกียวบานาน่าที่อยู่ในหนังสือนำเที่ยวโตเกียวของการบินไทย หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากเลยค่ะ เล่มเล็กกระทัดรัด อยากถามอะไรก็เปิดรูปให้ดู แล้วก็ชี้ๆ คนที่นี่ก็ชี้ทางไปให้เอง
โตเกียวบานาน่าซื้อที่ร้านกินโนะบุโดค่ะ อยู่ชั้นใต้ดินของห้างโอดาคิวเจ้าเก่า ที่จริงก็เหมือนว่าเห็นขานในร้านค้าในสถานีรถไฟเหมือนกัน
พรีเซนเตอร์สาวทุกงาน เพียงแค่เรียก ท่านพี่ก็จะหันมาให้ขวัญรัวชัตเตอร์แต่โดยดี
ข้างในโตเกียวบานาน่าเป็นกล้วยจริงๆค่ะ ก็อร่อยดีเหมือนกัน แป้งข้างนอกก็นิ่มดี แต่เนื่องจากเป็นคนไม่ชอบทานขนมเลยคอมเม้นท์อะไรไม่ค่อยได้ ของอีกอันหนึ่งที่อร่อยรองลงมาคือโตเกียสตอเบอรี่ แต่เราเลือกอันที่คนขายบอกดีกว่า คนขายบอกว่าบานาน่าอร่อยกว่า ก็เอาแต่บานาน่าแหละ
ร้านซูชิที่จะไปชื่อโอเอโดะค่ะ เป็นร้านที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาชาวไต้หวันแนะนำ อเล็กซ์เขามีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่นแล้วก็มาญี่ปุ่นบ่อยมาก อเล็กซ์ก็อยากแนะนำที่ชิบูย่าแต่ว่าไปยากเลยแนะให้ไปที่ชินจูกุ ให้ออกที่ south exit จะเห็น GAP ทางซ้าย ด้านขวาเป็นสะพานแล้วก็ ห้างทากาชิมาย่า อยู่ขวามือ ข้ามถนนเล็กๆ แล้วเข้าซอยที่เยื้องไปทางซ้าย ขวามือมีร้านเกมส์ เลยร้านเกมส์ก็ถึง
ฟังเหมือนง่าย แต่หลงอีกแล้วค่ะ เพราะไปโอดาคิวก่อน (เอมีอะไรกับโอดาคิวเนี่ย) ออกจากโอดาคิวเราก็พยามตามป้ายที่เขียนว่า south entrance แล้วนะ ก็เดินผ่าน Mosaic Street ซึ่งเป็นถนนที่มีร้านเก๋ๆเพียบ แต่วันนี้ไม่ใช่โหมดช้อบค่ะ เป็นโหมดกินก็เก็บภาพไฟประดับที่ Mosaic Street ให้ชมก็แล้วกัน
พ้นจาก Mosaic street ออกมา เห็นสะพานด้านซ้ายมือ เห็นทากาชิมาย่าอยู่ซ้ายมือ และไม่เห็น GAP คำพูดของอเล็กซ์ก็เหมือนจะกลายเป็นสายลม ที่พวกสาวๆลงความเห็นกันว่าอเล็กซ์จำผิดเอง (เอาเข้าไป) มีการแอบบ่นว่าเดี๋ยวเหอะจะเมลล์ไปต่อว่า จำผิดแบบนี้ได้ที่ไหน ป้าดโถ่ อเล็กซ์น่ะอธิบายถูกทุกอย่างเลย ที่ติงต๊องน่ะพวกข้าพเจ้าเอง แต่หลงทางคราวนี้เสียเวลา แต่ไม่เสียสายตา เพราะหลงถีงได้ภาพงามๆเช่นนี้แล
คราวนี้พี่พีพีเป็นคนถามทางจนกลับมาถูกทิศ บารมีท่านพี่พีพีแรงมากเลย เลือกถามแต่คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ทั้งนั้นเลย ยิ่งคนสุดท้ายภาษาอังกฤษดีมากจริงๆ ส่วนวันนี้ไอ้ขวัญไม่อยู่ในโหมดอยากถาม เลยพาทั้งกลุ่มหลงกระเจิดกระเจิง เหอ เหอ ขออภัยค่า
ในที่สุดก็มาถึงจนได้ โอเอโดะ เป็นซูชิสายพาน แต่ก็สั่งให้ทำให้โดยตรงก็ได้ หน้าเอ๋อๆเข้ามาแบบนี้พนักงานหยิบเมนูที่เป็นรูปภาพให้โดยไม่รอช้า มีชื่อภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นเขียนเป็นโรมันจิไว้ให้เสร็จสรรพ
ซ้ายสุดก็โอโทโร่ (ละลายจริงๆ ละลายมาก ขอบอก) จนสีชมพูก็จูโทโร่ แล้วก็ปลาไหล แล้วก็กุ้งหวาน เนื่องจากขวัญสั่งแต่ของแพงๆกินก็เลยแยกทีม ให้ชินจังทานคนเดียว ส่วนขวัญกับพี่ป่านทานร่วมกัน เพราะเรื่องของเรื่องคือขวัญไม่มีเงินเหลือแล้วค่า กู้หนี้ยืมสินตลอด อ้อ ร้านนี้ไม่รับเครดิตการ์ดค่ะ ราคาก็ตามสีจานเลยถูกสุดก็ 136 เยน แพงสุดก็จานสีแดง 500 เยน สุดท้ายก็ตกคนละราวๆ 1500 กว่าเยนค่ะ
แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ขวัญอยากให้กระเพาะตัวเองใหญ่กว่านี้ รู้สึกว่ากินยังไม่สะใจเลยอยากกินอีกค่ะ ก็มันอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ขากลับมีเฮนิดหน่อย เพราะว่าขอเงินคืนจาก pasmo card ไม่ได้ ก็เหมือนบัตรรถไฟบ้านเราที่จะมีส่วน deposit อยู่ ถ้าเอาการ์ดไปคืนจะได้คืนมา 500 เยน พี่เอ็มแกคืนไปตั้งแต่หัวค่ำได้เงินเรียบร้อย พอเราจะคืนบ้างดูเหมือนว่าเครื่องมันจะเสียมั้ง คือฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ จับใจความได้ว่าถ้าอยากคืนก็ให้ไปเอาตังค์คืนที่สถานีถัดไปพวกเราก็เลยไม่เอา ขวัญเลยเอาการ์ดให้ยูกะซังไปแทน ส่วนพี่พีพีเก็บไว้เพราะพี่สาวจะมาญี่ปุ่น ส่วนชินนี่แกเอาไปยัดใสกองสัมภาระจนรื้อหาไม่เจอแล้ว เลยเอาเป็นของที่ระลึกกลับไป
เขียนโน๊ตฝากตัวเองหน่อยว่าเวลาจะเอาเงินคืนใช้คำว่า haraimodoshi เผื่อว่าไปอีก แหะ แหะ
19 พ.ย. 51
วันกลับ OLIS มีรถบัสไปส่งผู้เข้าสัมมนาที่นาริตะค่ะ
อาหารมื้อสุดท้ายที่นาริตะ ก็ชามนี้แหละค่ะตั้ง พันเยน แหนะ (แบ่งทางกับพี่พีพี)
โอ ก็จบเรื่องการเดินทางในฤดูใบไม้ร่วงค่ะ ขวัญยังมีโปรเจค กินปูกินหอย ที่ฮอคไกโดอีก แต่คงไม่ใช่ปีหน้าค่ะ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี เอาเงินไปใช้ในบ้านเราดีกว่า กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
ขอบคุณน้อง mone กับแอนมากจ้า มาเม้นท์ให้ ขอโทษด้วยที่ยาวมากกกกกกกกแบบนี้ ตอบน้องคุนะคะ พี่ขวัญไม่มีข้อมูลเรื่องร้านหนังสือมือสองเลยจ้า ที่ไปโน่นไปนี่ก็อาศัยลายแทงขุมทรัพย์ที่ตกทอดต่อกันมากจากบรรพบุรุษ ACHO จ้า
แล้วเจอกันทริปหน้าค่ะ
edit @ 7 Dec 2008 21:52:05 by duck-life

สู้ๆกับงานนะคะ ^^
#1 By ~mone~ on 2008-12-05 12:38