Now she rests in peace - only one dog left

posted on 08 Nov 2009 07:48 by jjapha  in Miscellaneous

ตอนนี้เธอนอนอยู่ข้างต้นดอกเขี้ยวกระแต หลุมศพเธอใหญ่กว่าใครเพื่อน เพราะเธอเป็นสาวลูกครึ่งที่ปะป๊าเพิ่งอิมพอร์ตมาจากเยอรมันได้เดือนกว่าๆ น้องสาวเธอคล้ายแม่เลยตัวเล็กกว่าเธอ ก็เลยกลายเป็นเหยื่อให้เธอกลั่นแกล้งตลอดเวลา

เธอเป็นหมาหยิ่ง แม้ว่าอยากจะอ้อนแต่พอเห็นน้องสาวเธอเข้ามาอ้อน เธอก็จะทำใจแข็งไม่ยอมเข้ามา หรือไม่บางทีหมั่นไส้มากๆก็วิ่งเข้าขย้ำน้องสาวเธอ แต่ว่าถ้าอยู่กับเจ้าของสองต่อสองแล้วล่ะก็เธอจะอ้อนๆๆๆ จนตัวคุณเหม็นไปด้วยน้ำลายยืดๆของเธอ

เธอค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง แม้ว่าเชื่อฟังเจ้าของ แต่ถ้าสิ่งที่เจ้าของสั่งเธอไม่เห็นด้วยเธอก็มักอิดออดที่จะทำ อย่างสั่งให้นอนลงเพื่อจะได้เช็ดหูให้ เธอก็จะลีลามากมายกว่าจะยอม หรือเวลาขว้างบอลให้ไปเก็บ ถ้าเธอเหนื่อยแล้วเธอจะเอาบอลไปนั่งทับแล้วก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างน่าหมั่นไส้ อ้อ แล้วเธอก็ไม่ชอบให้ใช้เท้ากับเธอด้วย ถ้าเธอนอนลงแล้วคุณเอาเท้าไปลูบขนเธอ เธอจะสะบัดตัวหนีทันที ต้องใช้มือเท่านั้นเธอถึงจะยอมให้ลูบตัวเธอ

เธอไม่เห่าไร้สาระ แล้วเธอก็รู้ว่าใครเป็นเพื่อนของเจ้านาย แม้ว่าจะเจอกันครั้งแรกก็ยอมให้เพื่อนเจ้านายลูบหัวแต่โดยดี แต่ถ้าเห็นว่าพักพวกยังเห่ากันอยู่เธอก็จะขอแจมด้วย (กลัวไม่เข้าพวกมั้ง)

เธอฉลาดมาก เธอเรียนรู้ไว สั่งไม่กี่ทีเธอก็ทำได้ อย่างบางเรื่องก็ไม่ได้ฝึก เธอจำเอง เช่นถ้าเอามือตบที่อกแล้วบอกให้กระโดด จริงๆก็ไม่ได้สั่งอะไรจริงจังหรือตั้งใจจะฝึก แต่พอทำสัก 2-3 ครั้งเธอก็รู้แล้วว่าต้องกระโดดขึ้นมาเอาขาหน้าเกาะไหล่

ข้อเสียของเธอคือดื่มน้ำน้อย วันๆแทบไม่เห็นเลยว่าเธอดื่มน้ำ ผิดกับแม่และน้องสาวของเธอที่ดื่มน้ำวันละเป็นกะละมัง อ้อแล้วก็นิสัยขี้อิจฉา กว่าจะปล่อยให้น้องสาวเธอกับเธอออกมาเดินในบ้านพร้อมๆกันได้ ต้องรอจนอายุ 6-7 ปีโน่น เพราะตอน วัยรุ่นกัดกันตลอด กัดกันเลือดสาดเลือดอาบ ต้องพาน้องสาวเธอไปเย็บตั้งหลายเข็ม ก็เลยต้องทำคอกกั้นเขตแดนในโรงรถ วันไหนน้องอยู่ที่สนามเธอต้องอยู่ในโรงรถ แล้วก็สลับกันอย่างนี้ทุกวัน เป็นมาหลายปี จนคิดว่าน่าจะแก่ได้ที่ดีกรีบ้าน่าจะลดลงเลยลองเอาออกมาพร้อมๆกันบ้าง ยังจำได้ว่าต้องใช้เชือกยาวๆผูกเธอที่สนามเพื่อไม่ให้วิ่งไปกัดน้องสาวได้

เมื่ออาทิตย์ช่วงวันปิยมหาราช เธอไม่ทานข้าว ซึม จมูกแห้ง ขนยุ่งๆ ที่จริงเธอก็ขนร่วงแบบนี้บ่อยๆ แต่เรานึกว่าเธอผลัดขน เป็นมาหลายปีแล้วแต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา ซ้ำตอนที่พาเธอไปทำหมันช่วงเดือนกรกฎาคมค่าไตเธอก็ยังปรกติอยู่ แต่แล้วเมื่อพาไปหาหมอในวันที่ 23 ต.ค. 52 นั้น ปรากฏว่าเธอเป็นโรคไต แต่ก็ยังก้ำกึ่งอยู่ระหว่างไตวายเฉียบพลันกับเรื่อรัง ส่วนใหญ่ไตวายเฉียบพลันสุนัขจะอาเจียนมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด แล้วก็ตายภายใน 10 วัน

สาวน้อย (หรือว่าแก่ เพราะถ้าเทียบเป็นคนก็อายุ 66 ปี (9 ปี)) ของดิฉัน อาเจียนวันละ 2 ครั้งเป็นน้ำดีออกมา ก็ทั้งให้ทานยาเคลือบกระเพาะ ยาลดอาเจียน ยาไต ให้น้ำเกลือ จนคิดว่าอ้อ พ้น 10 วันแล้วเธอน่าจะเป็นไตวายเรื้อรัง ก็ตั้งใจแล้วว่าจะปวรณาตัวกลับบ้านเร็วมาดูหมาทุกวัน

ทั้งๆที่วันที่ 3 พ.ย. เธอยังเดินไปเดินมาในสนามได้ วันนั้นยังพูดเล่นๆกับแม่อยู่เลยว่าดูสิ มันไปนอนบนหลุมศพเต้ด้วย สงสัยจะซ้อมไว้ก่อน ปรากฎว่าเช้าวันที่ 4 เธอไม่ยอมออกจากกรง นอนน้ำลายยืดหอบหนัก ส่วนเราต้องรีบไปสัมมนาก็เลยไม่ได้ไปดูเขา ยังพูดกับพี่ที่ทำงานเลยว่าเนี่ยถ้าเป็นลูกเรา (ที่เป็นคนนะ) นอนอาการเพียบแบบนี้เราคงเลือกไปดูลูกก่อนแล้วก็ทิ้งสัมมนา สัก 11 โมงเช้า แม่โทรมาบอกว่าให้รีบๆกลับบ้านพาเธอไปหาหมอหน่อยเพราะอาการไม่ค่อยดี นอนไม่ลุกทั้งวัน โชคดีว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายพิธีปิดเสร็จตั้งแต่บ่าย 2 ก็เลยรีบกลับบ้านพาไปหาหมอ แล้วก็พบว่าเธอโคม่าแล้ว ต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด ซึ่งต้องคุมให้ 3 วินาทีหยด 1 ที คุณหมอกรุณาติดรถกลับมาที่บ้านด้วยเพราะต้องอุ้มเธอลงจากรถ (ตอนไปยังไม่มีสายน้ำเกลือ เลยให้นอนในผ้ายางแล้วช่วยกันยก แต่ขากลับมีน้ำเกลือเจาะติดมาด้วยเลยต้องอุ้มแบบอุ้มเจ้าสาวเลย) แน่นอนว่าให้หมออุ้ม เพราะพวกสาวๆที่บ้านไม่มีปัญญาอุ้มหมาหนัก 42.5 กิโลกรัมได้เลย

พอกลับมาเขาเริ่มถ่ายเป็นสีด้ำคล้ำ หอบหนักมากๆ คืนนั้นทั้งคืนเราวุ่นกับการเก็บอึเขา เปลี่ยนผ้ารองไปหลายเพื่อน คอยเช็ดก้นให้ มันไม่เหม็นอย่างอึหรอก มันเหม็นคาวเหมือนเลือดมากกว่า ทั้งน้ำเกลือก็ไหลช้ามากๆ หมอบอกว่า 7 โมงเช้าถึงจะหมด

เราอยู่กับเธอถึงเที่ยงคืน แล้วก็ไปนอน

ตอนตี 5 ครึ่งเราลงมาดูเธออีกครั้ง เธอหายใจรวยรินมากมาย ตรงแผ่นรองซับที่วางไว้ที่ก้นก็เต็มไปด้วยเลือด+น้ำดี สีแดงคล้ำปนเหลืองไปทางเขียว (สีอะไรหว่า) เราเก็บอึเขา เช็ดก้นให้ แล้วก็ตัดสินใจเอาน้ำเกลือออกแม้ว่ามันจะยังไม่หมดดี เนื่องจากเจาะให้ทางเลือดก็ต้องมีจุกอุด เราก็เอาจุกไปอุดตรงท่อที่ทำต่อไว้ คิดว่าคงทำให้เขาเจ็บ แต่เราก็กลัวว่าถ้าอุดไม่ดีเลือดก็จะออกมาได้แล้วก็จะติดเชื่อ พอถอดน้ำเกลือออก เราก็บอกน้องที่บ้านว่าช่วยจับเขาพลิกตัวหน่อย เขานอนท่านี้มา 12 ชั่วโมงแล้ว

คิดว่าเขาจะเมื่อย เลยไปตัวพลิก แต่มันกลับทำให้เขาเจ็บมาก จนขย้ำแขนเรา เป็นการกัดครั้งสุดท้าย เราคิดว่าเธอคงไม่รู้ตัวแล้ว ตาเธอลอย แล้วก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอย้ำเขี้ยวเธอ 2 -3 ครั้งอย่างไฮสปีดราวกับจะระบายความเจ็บปวดที่เธอได้รับ เราทนจนพลิกเธอวางเรียบร้อยแล้วค่อยเขามือขวาง้างปากเธอออก (ตอนนี้นิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างขวาเลยเยินด้วย) แขนซ้ายเราเป็นรูครบ 4 รู แต่มีรูใหญ่อยู่รูเดียว เสียงร้องโหยหวนของเราปลุกแม่กับน้องให้ลงมาจัดการเช็ดตัวทำความสะอาดเขาต่อ ส่วนเราทำแผล (อุปกรณ์ทำแผลที่บ้านเพียบ เหลือจากตอนทำแผลให้ลอย) แล้วก็ไปทำงาน เพราะคิดว่าฉีดยาบาดทะยักแล้วปีนี้ + หมาเราก็ฉีดพิษสุนัขบ้าทุกปี

ตอน 8.30 น. แม่โทรมาบอกว่าเธอไปแล้ว เธอชักกระตุกแล้วก็ทั้งฉี่ทั้งถ่ายออกมาอีกครั้ง แล้วก็นิ่งตาค้างไป เธอไปตอน 8.00 น. แม่รอดูว่าเธอไปแน่ๆแล้วก็ปิดตาเธอลง แล้วช่วยกับน้องที่บ้านยกเธอไปยังหลุมที่คุณพ่อขุดเตรียมไว้เมื่อคืนแล้ว (ทั้งเต้ และลอย ก็ขุดหลุมรอเหมือนกัน)

เธอไปแล้ว

แล้วก็ขอให้เธอไปดี

Bye bye Seabreeze (a.k.a "C")

 

ป.ล. สุดท้ายไป ร.พ. ธนบุรี 2 หมอพูดจนต้องฉีดพิษสุนัขบ้าด้วย เดี๋ยววันนี้ก็ต้องไปฉีดเข็มที่ 2 เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้วลดจาก 14 เข็มรอบสะดือเป็น 5 เข็ม ที่แขน)

ป.ล. 2 กลายเป็นเรื่องล้อที่ทำงานว่า "พอหมากัดไอ้ขวัญ หมาตายเลย" ง่า หนูไม่ใช่ไวรัสมรณะนะก๊ะ

 

update

วันที่ 3 พ.ย. 52

วันนี้งานสัมมนาเลิกเร็ว เลยโดดงานกลับบ้านมันเสียเลยเพราะว่าแม่โทรมาบอกว่าวันนี้เจ้าซีมันไม่ขยับเขยื้อนนอนอึฉี่ราดเต็มกรง หมอบอกว่าให้พาไปดูอาการ ทั้งๆที่เมื่อวานมันยังเดินแร่ดๆดีอยู่ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนวิธีให้น้ำเกลือมาให้เข้าเส้นเลือดแล้วเพราะเริ่มโคม่า ลิ้นแตกเป็นแผลเพราะเลือดเป็นกรด ต้องเอาน้ำเกลือไปเจือจางกรดในเลือด พอให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดก็ต้องให้น้ำเกลือวิ่งช้าๆ นี่ก็ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงแล้ว น้ำเกลือยังไม่หดเลย น่าจะหมดตอน 7 โมงเช้าโน่น ตอนนี้เราก็ไม่หวังอะไรแล้ว ขอให้เขาไปอย่างสงบไม่ทรมานมากมายก็พอ พรุ่งนี้คงดูอาการต่อที่บ้านอีก 1 วัน แล้ววันศุกร์ก็จะพาไปหาหมออีกที

คิดว่าจะเปลี่ยนเอ็นทรี่นี้เป็นบันทึกอาการเจ้าซีไปเรื่อยๆ ละกัน

 

 

เคยอัพเอ็นทรี่อารมณ์ว่า "เวลาหายไปไหน" มาแล้ว

ก็คงไม่คิดจะมาโวยวายเรื่องเวลาหรอกค่ะ เพราะไอซไตน์ก็มี 24 ชั่วโมงเหมือนกับทุกๆคนนั้นแหละ

แค่มานึกฮาๆว่าตอนนี้หายใจหายคอเป็นกำหนดการไปหมด เช่นตอนตื่นตอนกี่โมง ออกจากบ้านกี่โมง ทานข้าวได้แค่กี่นาที จากนั้นต้องทำอะไรต่อให้เสร็จภายในกี่โมง นัดประชุมก็ต้องปิดให้จบภายในกี่ชั่วโมง เพราะถ้าเกินกว่านี้ก็มีนัดกับอีกคณะหนึ่งต่อ

ก็แค่เหนื่อย อยากตอนนี้ก็คือต้องทำงานให้เสร็จภายใน 5 โมง แล้วต้องไปให้ยาสุนัขต่อ

หายหน้าหายไปนานเหมือนกัน เข้าบล็อกก็แต่บล็อกพี่ผึ้งมั้งเพราะอยากเห็นหลาน (แม้จะเป็นแค่ภาพอัลตร้าซาวด์ก็ยังดี) แต่ตัวจริงไปเห็นมาแล้ว คือแวะไปเอาน้ำเกลือที่บ้านพี่ผึ้งแล้วหอบหลานกลับมาด้วย เช้าอีกวันพอประชุมเสร็จก็แวะเอาไปคืน

ตอนนี้สิ่งที่กำลังทำอยู่ก็คือ

1. ทาสีห้องใหม่ กำลังแต่งห้องนอนกับห้องหนังสืออยู่ แล้วจะได้โละของทิ้งด้วย คงโละพวกการ์ตูนวายภาษาญี่ปุ่นออกด้วยค่ะ กับพวกโดจินฉิ ทั้งญี่ปุ่น ทังไทย แล้วจะมาแจ้งข่าว คงไม่ขายน่ะ แจกฟรี ใครเอาก็เอาไปเลย แต่ถ้าต้องให้ส่งไปรษณีย์ก็จะคิดค่าส่ง อ้อ แต่ไปแจ้งบล็อกโน้นนะไม่ใช่บล็อกนี้ (แล้วจะมาบอกที่บล็อกนี้ทำไมหว่า) ตอนนี้ก็ทาสีเสร็จไป 50% แล้ว ทาสีเองสนุกดี ใช้สีแบบเกรดชั้นหนึ่ง ทาแล้วไม่เหม็น แห้งไว สีแพงหน่อยแต่ก็เหมาะกับมือสมัครเล่นดี คือทายังไงก็ออกมาเรียบสวยอะ

2. ป้อนข้าวสุนัข ป้อนยา ให้น้ำเกลือสุนัข ตอนนี้เจ้าซีมันป่วยเป็นโรคไต ปรกตีค่าไตสุนัขจะอยู่ราวๆ 1 - 1.5 พวกเล่นพุ่งไปที่ 14 ถ้าลดลงมาที่ 4-5 ได้ก็จะทานข้าวได้เอง แต่ตอนนี้หมามันเบื่ออาหารจัด ไม่ยอมกินอะไรเลย ต้องป้อน อาหารก็ต้องกินอาหารสำหรับโรคไตคือ k/d จริงๆมันต้องกินราวๆ 4 กระป๋องเพราะมันหนัก 42.5 กิโลกรัม แต่ตอนนี้กินได้แค่ 1/3 กระป๋องก็เก่งแล้ว กินทีก็ต้องจับมันอ้าปาก ยัดอาหารลงไป แล้วเอาไซลิงค์ฉีดน้ำเข้าไปให้มันลื่นๆคอ

ยารักษาโรคไตก็เล่นเอากระเป๋าแห้งไปเหมือนกัน เม็ดละ 45 บาท ตามโดสของน้ำหนักตัวต้องกินตั้ง 8 เม็ดต่อวัน เช้า 4 เม็ด เย็น 4 เม็ด แต่ตอนนี้ให้ได้วันละแค่ 2 เม็ดเอง คือไงดีล่ะ มันไม่ยอมทานยาเลย จริงๆก่อนอาหารมียาเคลือบกระเพาะ 4 เม็ด หลังอาหารทานยาไตกับยาบำรุงเลือดอีกอย่างละ 2 เม็ด สรุปว่ามันต้องกินยา 8 เม็ด ต่ออาหารหนึ่งมื้อ แต่เนื่องจากที่บ้านไม่มีใครให้ยามันได้ ตอนเช้าเราก็ต้องรีบไปทำงาน ไม่มีเวลามานั่งป้อนข้าวมัน (ป้อนทีใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมง) เลยให้ได้แค่ตอนเย็นเท่านั้น ป้อนยาก็เสียเวลาไปราวๆ 20 นาที เพราะมันพ่นยาตลอด ช่วงแรกๆยัดแค่คอหอยมันก็กลืนแล้ว ตอนนี้แทบจะต้องให้ยัดลงไปในหลอดอาหาร แล้วก็พ่นเก่งขึ้นทุกๆที ข้าวนี่ก็พ่นทิ้งตลอด เฮ้อ

จากยาก็ต้องมีให้น้ำเกลือวันละ 1 ลิตร ก็ให้เองเลย อาทิตย์ที่ผ่านมาเจาะพลาดไปเข้ากล้ามเนื้อเขา หลังจากนั้นมันเข็ด ไม่ยอมให้เจาะ ต้องใส่ปลอกปากไว้ ไม่งั้นมันจะหันมางับแขนเรา (งับเบาๆ แต่เล่นเอาชาไปเลย) ระหว่างให้น้ำเกลือก็ต้องให้ยาลดอาเจียน กับยากระตุ้นไต ฉีดเข้าไปที่สายน้ำเกลือนั่นแหละ ฉีดแรงไปหมาก็สะดุ้งอีก ต้องค่อยๆฉีดตามน้ำให้ไหลไปกับน้ำเกลือ วันแรกๆ เราก็กล้าเจาะน้ำเกลือให้เขานะ แต่พอทำพลาดก็ยิ่งเสียความมั่นใจเรื่อยๆ เดี่ยวพอหลัง 5 โมงก็จะต้องไปเริ่มพิธีกรรมนี้อีก ทุกๆวันกว่าจะเสร็จก็ 3 ชั่วโมง สรุปคือ เลิกงานปุ๊บเราต้องเด้งกลับบ้านปั๊บแล้วก็มาให้ยาให้น้ำเกลือเขา

3. ก็ทำงาน แถมงานก็พอกขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากปรกติที่นั่งอยู่ที่ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง ตอนนี้เหลือแค่ 8 (พยามเริ่มทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า ทานข้าวกลางวันไม่เกิน 15 นาที) บางทีกะจะมาทำที่บ้านหลังให้ยาหมาเสร็จก็เหนื่อย โดยเฉพาะตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไปจะเหนื่อยมาก เราค่อนข้างจะเป็นเด็กอนามัยคือตื่นเช้าไม่ไหว (+เลือดจางด้วย ไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า) ดังนั้นตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไปแบตตารี่จะหมดอย่างรวดเร็ว ได้ชาร์ตอีกทีก็เสาร์-อาทิตย์แหละ

เอาล่ะ เอาเวลามาอัพบล็อกได้ระยะหนึ่งแล้ว ต้องรีบกลับไปทำงานเสียที ช่วงนี้ไม่ได้ไปคอมเม้นท์ใครก็ขอโทษด้วยนะคะ

หวังว่าค่าไตหมาจะลดลงจนมันทานข้าวเองได้ทีเถอะ

 

edit @ 4 Nov 2009 18:42:49 by duck-life

[Travel] 3rd time in Singapore

posted on 18 Oct 2009 09:48 by jjapha  in Travel

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ไปสิงคโปร์ ประเทศที่เล็กกว่ากรุงเทพ แต่ด้วยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศที่สะอาด เรียบร้อย ปลอดภัย และดูเหมือนผู้คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเป็นญี่ปุ่น ไม่อยู่ห้องแคบๆเหมือนฮ่องกง รถไม่ติดเหมือนกรุงเทพ และประชากรทุกคนพูดภาษาอังกฤษกันคล่องปรื่อ

ไปสิงคโปร์ 3 ครั้ง แต่ไปเรื่องงานล้วน แต่ละครั้งก็ห่างกัน 4-6 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือตึกใหม่ๆงอกขึ้นมา มีการถมทะเล และพยามปรับปรุงประเทศให้มี "สถานที่ท่องเที่ยว" มากขึ้น

คราวนี้มีวาสนาได้นอนห้องสวีท โรงแรม Mandarin Oriental Hotel ฟรอท์บอกว่าอัพเกรดให้ ไม่รู้เพราะอะไร?

 

 

ห้องน้ำมี 2 ห้อง ห้องรับแขก 1 ห้องที่ห้องนอน 1 ห้อง วัดพื้นที่โดยรวมแล้วใหญ่กว่าชั้น 2 ของบ้านเราอีก 555  อาหารที่โรงแรมนี้อร่อยมาก กินแล้วรู้เลยว่าของดีทุกอย่าง เป็นอาหารโรงแรมที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาเลยค่ะ ขนาดอาหารไทยยังรสชาติใช่เลย กิมจิก็เข้มข้นมาก อาหารญี่ปุ่นก็เป๊ะ แบบว่าอร่อยโคตร กินจนทำส้วมเต็มไปเลย (เริ่มทุเรศแล้ว)

มาถึงวันแรกราวๆเที่ยง เช็คอินแล้วก็พาโน๊ต (เพื่อนที่ไปด้วยกัน) ไป Santosa เกาะที่เมื่อก่อนเป็นฐานทัพทหารตอนสมัยสงครามโลก + เป็นที่คุมขังนักโทษด้วย ชื่อเดิมเป็นอะไรเกี่ยวกับทหารๆนี่แหละ แต่ชื่อ Santosa แปลว่าความสงบร่มรื่นอะไรทำนองนี้

เปลี่ยนไปเยอะจากที่เคยไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โมโนเรลรอบเกาะก็ไม่มีแล้ว ด้านหน้ากำลังปรับปรุงใหม่ ดูท่าทางจะทำเป็นคาสิโน รีสอร์ท แล้วก็สวนสนุก อารมณ์ประมาณลาสเวกัสมั้ง

ทางเข้าเกาะ

ตอนไปคราวก่อนซื้อแพคเก็จไป น่าจะราวๆ 60 สิงคโปร์ดอลลาร์ จะมีนั่งเคเบิลข้ามไปเกาะ เข้า Underwater world / butterfly garden / dolphin show อะไรประมาณนี้แหละค่ะ แต่สำหรับหมู่เฮาที่เคยเห็นอะไรเทือกนี้มาแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่ซื้อแพคเกจ กะว่าจะเข้าสวนผีเสื้ออย่างเดียว

ปรากฎว่าคิดผิดมหันต์เลยล่ะ แบบว่าแทบไม่มีอะไรทำเลย สวนผีเสื้อก็แพงมากจากเมื่อ 6 ปีที่แล้วค่าเข้า 10 เหรียญ ตอนนี้เป็น 16 เหรียญ แล้วก็มีเครื่องเล่นเพิ่มขึ้นอีก 2-3 อย่าง แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเสียเงินแยกต่างหาก แถมโชว์แสงสีเสียงก็ไม่ฟรีอีกต่อไปแล้ว เก็บตังค์ 10 เหรียญ เริ่มแสดงตอนเกือบ 2 ทุ่มอีกต่างหาก ก็เลยไม่ได้อยู่รอดุ เอาเป็นว่าไปเดินเท้าเมื่อยตุ้มเล่นๆในเกาะประมาณ 2-3 ชั่วโมงก็กลับค่า

ด้านหลัง Merlion (ปลอม ตัวจริงอยู่หน้าโรงแรมฟูลเลอตัน) ทำเป็นทางเดินสวยๆ คิดว่าถ้าเอาดอลล์ไปคงถ่ายรูปตรงนี้ได้ทั้งวันแน่ๆ ดีที่ไม่ได้แบกไป

ใน butterfly garden ที่แสนจะน่าผิดหวัง เพราะผีเสื้อน้อยมั่กๆ มีเจ้านกตัวนี้แหละที่เชื่องสุดๆ (เกี่ยวไหมเนี่ย)

ตู้เลี้ยงตัวอ่อนผีเสื้อ พอมันฟักออกจากดักแด้ก็จะบินอยู่ในสวนนี้ฮร่า

 

จบจากผีเสื้อเป็นก็มาเป็นผีเสื้อตาย กระทั่งส่วนนี้ก็เปลี่ยนไป เหมือนของมันน้อยลงยังไงก็ไม่รู้

 

ออกมาเสร็จไม่รู้จะทำอะไร จะไปเล่นอย่างอื่นก็แพงมาก แถมเคยเล่นที่สวนสนุกทีอเมริกามาหมดแล้ว เลยหาของฟรีทำ นั่นคือไปเดินป่า

เดินป่าจริงๆ เขาแจกแผนที่ทางเดินสำรวจธรรมาชาติมาให้ แต่อีสองตัวนี้ดูไม่เป็นเดินหลงไปโน่นมานี่ มั่วไปหมด เหนื่อย ร้อน รองเท้ากัดด้วย (โน๊ต) สุดท้ายกลับดีกว่า

เห็นได้กว่าด้านหน้าเกาะกำลังมีการปรับปรุงโฉมครั้งใหม่ สงสัยว่าถ้ากลับมาสิงคโปร์ครั้งที่ 4 ต้องมาเยือนเสียแล้ว

 

เมอไลออนมีการปรับปรุงเหมือนกัน เห็นได้จากว่ามีผมงอกด้วย (ไม่ใช่แล้ว) เพิ่งรู้ว่าขึ้นไปได้แต่เสีย 10 กว่าเหรียญ เลยไม่เอา

กลับมาแบบงงๆ แล้วก็ไปกิน hotpot ที่ห้างใกล้ๆโรงแรม ก็จบวันที่ 1

วันที่ 2 หลังจากอบรมเสร็จก็เดินไปเมอไลออนตัวจริง ที่อยู่หน้าโรงแรมฟูรินตัน

ถ่ายกลับมาที่โรงแรมโดมด้านซ้ายคือ แอสพลานาร์ด เป็นโรงละครขนาดใหญ่ มีทั้งเพลย์ ทั้งคอนเสิร์ต แสดงเป็นระยะๆ ตรงที่เอาแขนบังคือโรงแรมที่พักเจ้าค่ะ ส่วนตรงหัวข้าพเจ้าคือ Marina Square Mall

ถ่ายรูปเสร็จชมเมืองต่อ ถ่ายรูปกับท่าน Stamford Ruffle คนอังกฤษที่มายังสิงคโปร์ พร้อมลงนามกับเจ้าถิ่น + ลอร์ดฟาควา แล้วบุกเบิกสิงคโปร์ให้เป็นเมืองท่าที่มีความเจริญญญญญญญ

Victoria Theatre and Concert Hall

Supreme Court and City Hall

เดินย่ำต็อกกันมาเรื่อยๆที่ Boat Quay สถานที่สำหรับขึ้นเรือชมปากอ่าวสิงคโปร์ ดูบรรยากาศแล้วเหมือนชิคาโก เลยไม่ขึ้น (ที่จริงงกใช่ไหมเนี่ย?) เลยหาข้าวกินตามร้านริมฝั่งอ่าวดีกว่า

ช่วงนี้มี Oktober feast (เทศกาลกินเบียร์เดือนตุลาคมของคนเยอรมัน) ต้นซอยเลยฝรั่งตรึม บาร์เพียบ แต่ถ้าเดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเป็นร้านอาหารเลียบอ่าว เจอฮาร์ดเซลล์เป็นระยะๆโดยเฉพาะร้านอาหารจีน ตอนแรกก็ว่าจะกินอาหารทะเลอยู่ แต่กลัวคนขาย เลยเดินไปเรื่อยๆ

จบที่ร้านเกาหลี ร้านโซบัน ตัดสินใจกินเพราะคนขายไม่น่ากลัว (ตั้งกะต้นซอยเจอยัดเมนูเข้ามาตรงหน้า เล่นเอาขวัญหนีดีฝ่อ) เห็นร้านว่างๆ โต๊ะสวยๆ มีกล้วยไม้ด้วย (สำคัญมาก) เลยเอาร้านนี้แหละ อาหารอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เสียดายกินไม่หมด แบบว่าเบรคบ่ายยังย่อยไม่หมดเลยยยยย คือสั่งไป 3 อย่างเท่านั่นแหละฮร่า ที่เหลือเครื่องเคียง แล้วดันกินเครื่องเคียงเสียเกลี้ยงเลย (โดยเฉพาะกิมจิ อร่อยมาก)

เดินกลับถ่ายวิวกลางคืน ด้านขวามือคือโรงแรม Fullerton โรงแรมเก่าแก่โคตรๆ แบบว่าไม่รู้ตั้งกะสมัยท่านรัฟเฟิลมาบุกเบิกหรือเปล่า

กลับมาที่เมอไลออนอีกที ตอนนั้นอิ่มมากๆยังบอกโน๊ตเลยว่า ถ้าอ้วกจะมาพ่นแข่งกับเมอไลออนเนี่ยแหละ

วันที่ 3 จบคอร์ส รับประกาศนียบัตร แล้วเดินมาที่ Suntec City ตรงฟู้ดคอร์ทที่ชื่อว่า Food republic ตกแต่งเป็นตีมห้องสมุดน่ารักมากๆ กินข้าวมันไก่ไหหลำ แบบว่าอร่อยจนน้ำตาเล็ด นี่ขนาดร้านในศูนย์อาหารนะเนี่ย

จากซันเทคเดินต่อมาที่ CityLink Mall ไปที่น้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง จะมีการปิดน้ำพุเพื่อให้คนเดินลงไปบูชายัญ เอ๊ย ไปอธิษฐาน โดยให้เอามือแตะน้ำไว้แล้วเดินวนขวาไป 3 รอบพร้อมอธิษฐานสิ่งที่อยากได้เงียบๆไป

ลงไปร่วมพิธีกรรมกับเขาด้วย

วันที่ 4 ช้อบกระจายก่อนกลับบ้าน เช็คเอาท์ เอากระเป๋าฝากฟร้อนท์ไว้แล้วไป Orchard Road ตอนเช้าเดินไป National Museum ผ่านแลนด์มาร์คต่างๆเช่นอันนี้ Stamford House 1904 แต่ไม่รู้ว่ามันคืออันหยัง? แต่เห็นว่ามีร้านขายของแบรนด์เนมด้วย

ปกติค่าเขาพิพิธภัณฑ์จะ 10 เหรียญ แต่วันนี้ฟรี เพราะเป็นวันอะไรสักอย่าง ถ่ายรูปกับดิสเพลย์อันแรก คือการบุกเบิกสิงคโปร์

เนื่องจากประเทศนี้ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปสมัยพระเจ้าวรมัน สิ่งที่พิพิธภัณฑ์เก็บก็จะเป็นภาพถ่าย เสื้อผ้า อาหารการกิน ที่มีอยู่มาตั้งแต่ประเทศนี้เริ่มก่อตั้ง เช่นภาพครอบครัวตะวันตก ครอบครัวมาเล ให้เห็นถึงวัฒนธรรมอะไรทำนองเนี้ยก้า

ให้ดูรูปบรรพบุรุษไอ้ลุค 55555

ยุคสมัยเปลี่ยนไป แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมยังใช้โน๊ตบุ้ค

เริ่มประกวดนางงาม และหิ้วปราดา

ส่วนกองทัพยของจิ๋นซีก็ต้องฟังซาวอะเบาท์ผ่อนคลายความเครียดจากสนามรบ

โปสเตอร์หนังเก่า และหนังสือพิมพ์แจ้งตารางหนัง

เครื่องแต่งกายอุปรากรณ์จีน - ก็คืองิ้วนั่นแหละ

 

 

จากนั้นก็เข้าสู่ส่วนแสดงประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ท่านจะได้รับ Companian แบบในรูป เพื่อประกอบการเข้าชมพิพิธภัณฑ์

ศิลาจารึกสิงคโปร์ (Singapore Stone) ปัจจุบันยังไม่มีใครอ่านออกว่าเขียนว่าอะไร (จริงแล้ว ดีเซฟติคอนมาเขียนใช่ไหมล่ะ)

รถขนศพสมัยโน้นนนนนน

ถ่ายกับพิพิธภัณฑ์ก่อน นั่ง MRT ไปลงสถานี Orchard เวลาซื้อตั๋วจะได้บัตรแข็งมา พอออกจากสถานีก็เอาบัตรแข็งนี้ไปเสียบในตู้ซื้อตั๋วอีกครั้งเพื่อเอา deposit คืน 1 เหรียญ

มาถึงก็ลุยห้างเปิดใหม่ Ion ห้างหรูแบรนด์เนมกระจาย ชั้น 1-2 จะอารมณ์เหมือนเกสรพลาซ่า แตะอะไรไม่ได้เดี๋ยวเหากินหัว แต่ชั้นใต้ดิน 1 -4 อารมณ์ระดับเซ็นทรัลเวิร์ล

อาหารกลางวันเป็นเทปปังยากิปลาไหลเจ้าค่ะ

ถ่ายรูปหน้าห้างมาให้ยล

 

ฝั่งตรงข้ามเป็นห้างราชวงศถัง (Tangs Mall) อารมณ์เป็นห้างจริงๆ เหมือนห้างโรบินสัน ห้างเซ็นทรัล ไม่มีสวนของพลาซ่า ที่สูงข้างๆหลังเป็นโรงแรมมาริออท

ทากาชิมาย่า อยู่ไม่ไกล เข้าไปแล้วต้องวิ่งออกมาทันทีเพราะเจอคนต่อคิวซื้อหลุยส์ติงต๊อง ของมันถูกก็งี้แหละคนต้องแย่งกันซื้อ เผอิญใช้แต่ของแพง ของถูกๆอย่างหลุยส์เลยไม่สน (ประชดทั้งดุ้น)

เจอฮาร์ดเซลล์ไปที่อิเซตัน แต่อิชั้นรอด (ใครเสร็จน่าจะเดาได้) 5555555

ขากลับถ่อสังขารแบบเหนื่อยๆ แล้วพบว่ายังไม่ได้ซื้อขนมของฝากอะไรเลยสักอย่าง ซูเปอร์ที่นี่ก็หายาก ที่จริงคือไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายเลยไปได้ขนมญี่ปุ่นกลับไปฝากเพื่อนที่ทำงานเสียนี่ เฮ้อ

จบแล้วค่าทริป 4 วัน จริงๆก็อยากเขียนมากกว่านี้ แต่อัพบล็อกมาตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ เหนื่อยแล้ว แถมพบว่าเขียนยาวๆไปก็ไม่มีใครอ่านเสียด้วย 555555

สิ้นปีนี้จะไปเชียงรายเจ้าค่ะ แล้วจะคาบทริปในประเทศมารายงานต่อไป

 

edit @ 19 Oct 2009 21:29:31 by duck-life