Back to student life in Lancaster.

posted on 05 Oct 2011 18:35 by jjapha  in Diary
กลับมาอัพอีกครั้งหลังจากหาย(หัว)ไปนานมากมาย จริงๆแล้วบล็อกนี้ได้กลายเป็นลูกเมียน้อยตั้งแต่เราแยกบล็อกคนกับบล็อกดอลล์ค่ะ บล็อกดอลล์นี่เดือนนึงอัพ 3-4 เอ็นทรี่ (เพิ่งมาช่วงปีนี้ที่เป็นโรคซึมเศร้าก็อัพน้อยลง) ส่วนบล็อกคนนี่เงียบฉี่เลย
 
ตอนนี้เราก็ได้พลัดพรากจากลูกน้อยทั้ง 14 คน (รวม Alev กับ Aliv ที่แชร์กับพี่ผึ้ง) มาสิงสถิตย์ใช้ชีวิตนักเรียนอยู่ใน The University of Lancaster เมือง Lancaster, Lancashire , UK มาได้ 5 วันแล้วค่ะ หลังจากนี้ก็คงจะอัพชีวิตของเราที่บล็อกนี้ เมื่อเวลาและสถานการณ์สะดวก แต่รูปส่วนใหญ่เราก็แปะไปในเฟสบุ๊คแล้วค่ะ
 
รูปตอนออกเดินทางลืมเอาออกมาจากบีบี เอาเป็นว่าโผล่มาก็เป็นรูปที่สนามบินอาบูดาบีที่เราเปลี่ยนเครื่องเลย
 
เราซื้อตั๋วเครื่องบินกับ STA Travel ค่ะ ที่นี่เขาจะรับทำ ISIC (International Student Identity Card) ให้ด้วยราคาก็ 200 บาท แต่ต้องได้วีซ่านักเรียนก่อน (Tier-4 Visa) ซึ่งเวลาซื้อตั๋วเครื่องบินก็จะทำให้ได้ราคาตั๋วนักเรียนไปโดยปริยาย เราเดินทางด้วยสายการบิน Etihad ค่ะ ตอนแรกจะไป Emirates แต่ดันอายุเกิน (จำกัดอายุที่ 32 ปี) ก็เลยซื้อตั๋วนักเรียนของ Emirates ไม่ได้ แต่ Etihad ไม่จำกัดอายุ ตั๋วปรกติ กทม.- แมนเชสเตอร์ ราคาประมาณ 25000 บาทค่ะ (ตั๋วการบินไทย บินแค่ไปที่ลอนดอนแล้วต้องไปต่อสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ตั๋วราคา 60000 บาท) พอมี ISIC แล้วเหลือ 15420 ค่ะ (จริงๆ 15220 มีค่าทำการ์ด 200 บาท)
 
ความเห็นเราเราโอเคกับ Etihad เลยนะ มีหนังดูให้เลือกแบบจุใจ อาหารดีกว่าการบินไทยอีก พนักงานก็น่ารักดี บินจากไทยไปอาบูดาบี แอร์เป็นคน UAE บินจากอาบูดาบีไปแมนฯ แอร์เป็นคนอังกฤษ แต่ขำหน่อยว่าอาหารร้อนยามดึกมีให้เลือกเป็น chicken noodle กับ roasted beef ตกลงว่ามันคือบะหมี่ถ้วยนิชชิน กับขนมปังใส่เนื้อ น้องคนไทยคนหนึ่ง (เจอกันโดยบังเอิญ) ก็บ่นตลอดว่าไม่คิดว่าจะต้องกินบะหมี่ถ้วยบนเครื่องบิน เลยบอกว่าปรกติน้อง ตอนพี่บิน United airlines ก็ได้บะหมี่ถ้วนเป็นอาหารร้อนยามดึกเหมือนกัน
 
เอาว่าพล่ามมายาวแล้วแปะรูปนะคะ
 
ตอนนั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบีค่ะ
 
 
รูปนี้น้องพลอยที่รู้จักกันผ่านน้องฝนและน้องรัตน์ (ที่รู้จักกันผ่าน face book) ถ่ายให้ค่ะ น้องเค้าได้เบอร์มือถือเรามาจากฝน (และฝนส่งต่อให้รัตน์) น้องเลย what's app มาทักทาย แล้วก็เห็นว่าไปไฟลท์เดียวกันเลยเปลี่ยนที่นั่งมานั่งใกล้ๆกัน
 
น้องพลอยจะนอนหลับบนเครื่องบินไม่รถ จะนั่งรถ ลงเรือ เครื่องบิน น้องเค้าจะไม่หลับ ในขณะที่อีพี่ที่นั่งข้างๆ (เราเอง) ตัดช่องน้อยแต่พอตัวหลับเอาๆๆๆๆๆ จนน้องคงอยากฟาดหัวพี่สักป๊าบ มาถึงนี่น้องพลอยก็ตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า ไม่สบายด้วย อา น่าจ๋งจ๋านนนน
 
มาลงเครื่องที่สนามบินแมนเชสเตอร์ค่ะ ซึ่งจากตรงนี้จะนั่งรถไฟไปแลงแคสเตอร์ก็ได้ แต่มันจะไปลงในตัวเมือง ต้องนั่งรถเมล์ออกมาที่มหาลัยเอง ตรงนี้ทางมหาลัยก็มีบริการรถ coach รับส่งจากสนามบินแมนเชสเตอร์มาที่มหาลัยโดยตรง ราคา 20 ปอนด์ ก็สำหรับหมู่เฮาที่กระเป๋าใหญ่ และหนักเป็นกระเหรี่ยงอพยพมาก็มักจะเลือกออปชั่นรถ coach อยู่แล้น
 
 
 
นั่งรถมาได้สักพักก็ผ่านย่านชุมชนเล็กๆ ต้องบอกว่าเล็กจิ๋วหลิวกระทัดรัดมากมาย แล้วก็รอบๆนี่ก็มีแต่ทุ่งหญ้าสีเขียว มีแต่แกะกับวัว แบบว่าชนบทอังกฤษโดยแท้ พอเข้ารั้วมหาลัยก็จะมีเด็กๆจาก college ต่างๆ (อารมณ์บ้านกริฟฟินดอร์ สลิธอเรียน ราเวนคลอร์ ฮัฟเฟิลพัพ ประมาณนั้น) มาถือป้ายชูโห่หิ้ว กรี๊ดกร๊าดต้อนรับ แล้วคนขับรถ coach ก็จะบีบแตรตอบรับ เป็นที่เฮฮาดี
 
จากนั้นก็ลงจากรถแล้วแยกเข้าบ้าน เอ๊ย เข้า college พวกมาเรียน ป.โทขึ้นไปก็อยู่ Graduate college กันหมด (มั้ง) นอกนั้นก็มีบ้านอื่นๆอย่าง Carmel college, Lonsdale college, Grizadale college, etc. แต่ละบ้านก็มีจัดกิจกรรมรับน้อง แดกเหล้า เข้าบาร์ พาไปบ่อน (จริง) เอาเป็นว่าอาทิตย์นี้เมาอ้วกกันตลอด แต่ละ College ก็จะมีบาร์เป็นของตัวเอง อย่างของ Graduate college ก็มี Grad Bar ซึ่งห้องใครอยู่ตรงนั้นก็หนวกหูบรม ขนาดแฟลตเราอยู่ห่างออกมาตั้งไกลยังได้ยินเสียงเลย 
 
มาถึงก็ไปรับกุญแจที่สำนักงานผู้ดูแล (Residence Office) ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า Porter กุญแจห้องก็จะคล้องแผ่นทองเหลืองกลมๆแบนๆบอกห้อง อย่างของเราคือ บ้าน 14 (ที่จริงมีชื่อบ้านนะ แต่จำไม่ได้) C (อยู่ชั้น 3) ห้อง 25 แล้วก็เอาไอ้แผ่นทองเหลืองนี่แหละไปแลกกุญแจตู้จดหมายซึ่งจะเรียงตามตัวอักษรของนามสกุล เวลาไปเอาของก็ต้องไปเปิดทั้งตู้แล้วโกยจดหมายทั้งหมดมาหาเอาเองว่าอันไหนเป็นของเรา
 
และความซวยก็บังเกิดเมื่อบ้านที่เราอยู่ไม่มีลิฟท์ (ซึ่งหอพักใน Florida state ที่เราไปเรียนจะมีลิฟท์ทุกหอ ที่นี่จะมีเฉพาะพวก studio ที่มีห้องครัวห้องน้ำห้องนอนในตัวเสร็จ ส่วนของเราเป็น superior ensuite ในห้องมีห้องน้ำกับห้องนอน แต่ครัวจะแชร์กับ flatmade) อีนี่ก็สตรองมากแบกกระเป๋าขึ้นชั้น 3 เอง ใครถามว่าให้หาคนช่วยมั้ย (คนถามเป็นผู้หญิงก้ช่วยไม่ไหว) เราบอกไม่เอา เราโอเค
 
เอาเป็นว่าก็ลากกระเป๋าขึ้นมาจนได้แหละ แต่ดันไขประตูห้องไม่เป็น ต้องทิ้งกระเป๋าไว้แล้วไปตามเจ้าหน้าที่มาช่วยสอนวิธีเปิดประตู (โง่วววมากเลยกรู)
 
และนี่คือห้องจ้า
 
วิวจากห้อง
 
จากประสบการณ์สมัย ป.โทที่ฟลอริด้า จำได้ว่าเปิดห้องเข้ามามีแต่ฟูกเปล่าๆหมอนผ้าห่มอะไรไม่มี คราวนี้ตอนจองหอเขาถามว่าจะเอา bedding pack มั้ย ราคา 35 ปอนด์ (น่าจะนะ) นี่ก็สั่งดิคะ แล้วก็มาพบสัจธรรมว่ามันห่วยมากไม่คุ้มราคาทั้งหยาบทั้งแข็ง Duvet ก็ฟีบไม่นุ่ม เหมือนเศษฟางแห้งๆเอามายัด (เวอร์ๆ) หมอนก็ฟีบแฟบมาก แต่เอาเหอะ ไว้หนาวกว่านี้อยู่ไม่รอดค่อยไปซื้อ Duvet มาใหม่ ที่ในห้องมีหมอน 2 ใบเพราะภาพนี้ถ่ายหลังจากไปช้อปปิ้งในเมืองแล้วค่ะ ได้หมอนมา 1 ใบแพงเหมือนกัน 12 ปอนด์ แต่นุ่มหนา ไม่ปวดคอ (เกี่ยวมั้ย)
 
 
ใต้เตียงจะมีที่ให้เก็บของค่ะ ยกฟูกขึ้นมาแล้วเปิดที่เก็บแบบนี้ ตอนนี้กระเป๋าเดินทางก็ได้ลงไปนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้นแล้ว 
 
 
 
 
จริงๆอยู่ ensuite ก็ดี เพราะครัวกว้างมาก แล้วก็แยกจากห้องนอน พวกที่เป็น studio อย่านึกว่าจะกว้างขวางอะไร ถ้าเทียบกับอเมริกา ห้อง studio มีห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัว walk-in closet กว้างขวางราคาประมาณ 600 ดอลลาร์ต่อเดือน คิดเป็นเงินประมาณ 18000 - 20000 บาท ส่วนที่อังกฤษ ห้องแคบมากมาย ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าห้องเราในรูปข้างบน แต่มีพื้นที่ครัวเพิ่มขึ้นมาจึ่งนึงตกเดือนละ 500 ปอนด์ คิดเป็นเงินประมาณ 25000 - 30000 บาท เราว่าช้อยส์ ensuite ดีกว่า อย่างน้อยตอนทำกับข้าวห้องนอนก็ไม่เหม็น
 
เราโชคดีด้วยที่ Flatmade เราไม่บ้าคลั่งทำอาหาร ครัวเลยไม่รก ของไม่เยอะ ไปดูแฟลตของน้องๆพี่ๆคนไทยอื่นๆที่อยู่ร่วมกับคนจีน (แฟลตเมทเราก็คนจีนนะ) ในครัวจะฟินาเล่มาก ข้าวของเยอะไปหมด แฟลตเราโชคดีมากแล้วล่ะถึงได้โล่งสะอาดแบบนี้ ส่วนที่เป็นครัวกับโถงจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้ แต่ในห้องตัวเองต้องทำความสะอาดเองค่ะ
 
อ้อ แล้วที่นี่ก็มีการให้ไมโครเวฟ เครื่องปิ้งขนมปัง กาต้มน้ำ อุปกรณ์ในเตาอบให้ เทียบกับหอที่อเมริกาแล้วดีกว่ามากมาย แต่ก็มีบางอย่างแย่กว่าอย่างที่อเมริกาจะมีระบบความร้อนทำงานตลอดเวลา แต่ที่นี่ทุกอย่างจะปิดหลัง 5 ทุ่มใครจะอาบน้ำ เปิดฮีต จะไม่มีความร้อนใดๆออกมาฮร่า (เขาบอกว่าเพื่อการลดโลกร้อน สรุปว่าอเมริกาไม่แคร์สื่อตรูจะฟุ่มเฟือยสินะ
 
อีกอย่างนึงคือไม่มีเครื่องล้างจานค่ะ แล้วที่นี่ก็ไม่บ้า paper towel ด้วย ถึงมีเครื่องล้างจานเราก็ไม่ใช้ แต่เอาไว้เป็นที่ตากจานค่ะ จะเห็นได้ว่าอเมริกานี่วัฒนธรรมบริโภคฟุ้งเฟ้อมาก ที่อังกฤษเขาให้เป็นที่คว่ำจานกับผ้าเช็ดโต๊ะแทน นั่นแหละถูกต้องแล้วไม่ใช่อะไรก็เอากระดาษเช็ดแล้วก็ทิ้ง ขนาดแปรงขัดส้วมอเมริกายังขัดแล้วปลดหัวแปรงทิ้งเลยเพื่อจะได้ไม่ต้องล้าง อะไรจะขี้เกียจปานนั้น
 
เมื่อเก็บข้าวของเครื่องใช้แล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือโทรหาน้องคนไทยที่เจอกันบนเฟสบุ๊คค่ะ น้องเค้าเป็นตัวแทนนักเรียนไทยที่นี่ทำงานให้กับ international center คอยดูแลน้องๆคนไทย (ประมาณ Thai student embassador) ปรกติทาง international center จะต้องส่งลิสต์นักเรียนไทยให้น้องฝนค่ะ แต่ปีนี้มีหลุดไปเยอะมาก นับไปนับมาปีนี้มีคนไทยมาเรียนที่นี่ปาไปจะ 30 กว่าคนแล้วววว
 
เข้าเรื่องต่อ เหตุใดจึงโทร นั่นคือวัฒนธรรมรับมรดกกร้ะ เป็นอะไรที่ได้เรียนรู้จากตอนไปอเมริกาเหมือนกันว่าพี่ๆที่เค้าเรียนจบไปแล้วเค้าก็จะทิ้งข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้น้องๆรุ่นหลัง ใครอยู่ทนอยู่นาน (พวกปริญญาเอก) ก็จะกลายเป็นบ้านที่รับฝากของไป แต่อนิจจาปีนี้นักเรียนไทยมาเรียน pre-course กันเยอะ เลยเหลือของให้ปล้นไม่เท่าไหร่ แต่ได้หม้อ กระทะ จาน ตะหลิว แก้วน้ำ ช้อนส้อม มาก็ฟินาเล่แล้ว ขาดแค่เขียงกับมีด ซึ่งในมหาลัยก็มี supermarket เล็กๆให้ 2 ที่ค่ะ ก็ไปซื้อของที่ขาดที่นั่น
 
ตอนเย็นน้องฝนกับพี่เล็กก็ชวน เรา น้องพลอย น้องวุฒิ (มาไฟลท์เดียวกันเลยรู้จักกันตอนนั่งรถ coach มา) ทานข้าวเย็น ทำให้รอดชีวิตไปอีก 1 วัน
 
บรรดาแม่ครัวฝีมือเด็ด น้องฝน กับพี่เล็ก
 
 
น้องพลอยทำท่าปลาคราฟรอให้อาหาร
 
อ้อลืมบอกว่าพอเก็บของเสร็จก็ต้องกลับมาที่ Porter แต่คราวนี้ไปที่ Residence office เพื่อขอจดหมาย (bank letter) เพื่อแจ้งที่อยู่ของเราสำหรับเอาไปเปิดบัญชีธนาคารซึ่งที่นี่จะมีธนาคาร Natwest กับ Barblays ที่มีสาขาอยู่ที่มหาลัย ถ้าอยากใช้แบงค์อื่นต้องเข้าไปเปิดบัญชีในตัวเมือง นอกจาก bank letter แล้วก็จะได้รับ login กับ password สำหรับเข้าระบบ Lan ของมหาลัย ที่นี่ไม่มี Wifi กระจัดกระจายเกลื่อนกลาด คือไงอะ ที่อเมริกาเด็กจะนั่งตรงไหนก็เข้าระบบ net work ของมหาลัยได้ แต่ตอนนี้โน้ตบุ๊คเรายังไม่สามารถ detect สัญญาณอะไรได้สักอย่าง (หรือผิดที่เครื่องเราเองวะ) แต่ทางมหาลัยก็ใจดี พอให้ login แล้วก็แจกสาย LAN ให้ด้วย ไม่งั้นไอ้ขวัญแย่แน่ไม่ได้พกสาย LAN มา
 
กลับเข้ามาที่อาหารต่อ
อาหารเย็นมื้อแรกของวันแรก น้องฝนเขาทานเจด้วย แต่หยวนกินไข่ได้ แล้วก็มีคนจีนมาร่วมทานข้าวด้วย แล้วต่อมาก็มีคนอินเดียมาด้วยเป็นเพื่อนของพี่เล็กชือ Taroon ใช่แล้วอ่านออกเสียง ทา-รุน นั่นแหละ แบบว่า ทารุณมากมายยยย
 
วันที่ 2 ตื่นมาด้วยคัพโจ้ก(แบกมาจากไทย เลือกเป็นถ้วยมาเพราะไม่มั่นใจว่าจะได้ชามในวันแรกเลยหรือเปล่า) นม และกล้วยที่ซื้อจากซูเปอร์ในมหาลัยเมื่อวาน
 
 
วันนี้เริ่มลงมือทำอาหารสำหรับกินทั้งอาทิตย์ เริ่มด้วยการทำเนื้อทอดกระเทียมพริกไทย (ตอนแรกจะซื้อหมู แต่ดันหยิบมาเป็นเนื้อ)
 
วันเสาร์เป็นวันที่ฟ้าโปร่งอากาศดีที่สุดแล้ว เพราะต่อมาวันอาทิตย์อากาศก็อังกฤษๆๆคือฝนตกทั้งวัน เมื่อวานที่บอกว่าไปเปิดแบงค์คือแค่นัดเจ๋ยๆ เพราะเค้าให้มาเปิดแบงค์วันถัดไปถึงจะได้เลขที่บัญชี เอาเงินฝากได้ เค้าจะเปิดไว้ให้ 2 บัญชีอันแรกเป็น Basic account อารมณ์ประมาณบัญชีกระแสรายวันเอาไว้ถอนเงินสด จ่ายเช็คแต่จะไม่มีดอกเบี้ยให้ อีกบัญชีเรียกว่า First reserve อันนี้ให้ดอกเบี้ย 2% เช็คที่ได้มาจาก คปภ. ก็เอาเข้าบัญชี First reserve ไปก่อน ส่วนบัตรวีซ่าเดบิตก็จะส่งมาที่ตู้จดหมายเราประมาณ 1-2 อาทิตย์ให้หลัง จากนั้นค่อยไปย้ายเงินออกมาเพื่อทำการถอนเงินได้
 
พอเปิดแบงค์เสร็จก็เดินเล่นในห้องสมุด survey สถานที่ที่จะมาลงทะเบียนในวันพุธ
สวนกลางห้องสมุด
 
พอตอนบ่ายก็ออกไปเดินช้อบปิ้งซื้อข้าวของเครื่องใช้ในเมือง รถเมล์ที่เข้ามาที่มหาลัยมี 5 สาย สาย 2  2A  3  4  และ X1 มาถึงก็แวะ Wilkinson ซึ่งพวกข้าวของเครื่องใช้ สบู่ ผงซักฟอก ผ้าเช็ดโต๊ะ ราวตากผ้า หม้อชามรามไห แต่ทว่าก็ไม่ได้ของดั่งใจ เพราะร้านเหมือนโดนปล้น (โดยนักเรียนชาวจีนนนนน แบบว่าหอบกันซะสวดยวดมากมาย) แต่ละชั้นในร้านว่างเปล่า เหลือแต่ของแพงๆ ของถูกๆ โดนกวาดเรียบ สรุปก็ไม่ได้ของ
 
แต่เป็นตายร้ายดียังไงเราต้องได้หมอนเลยยอมจ่ายแพงหน่อยที่ห้าง BHS จากนั้นก็เดินต่อเพื่อไปซื้อพวกของสดของกินที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Sainsbury's (อารมณ์ประมาณ wallmart อเมริกา บิ๊กซี โลตัส คาร์ฟูร์)
 
 
น้องวุฒิผู้ร่วมไฟลท์อีกคน เป้นเด็กวิศวะคอมพ์ (อร๊ายคุ้นๆ) ที่มาต่อโทด้านบริหาร (แย่งพวกตรูหากินอีกแล้วเด็กวิดวะเนี่ย)
 
เนื่องจากขาดข้าวสารกรอกหม้อเลยแวะที่ร้านไทยมั่งมี จริงๆถ้าสั่งข้าวก็จะไปส่งให้ทุกวันพุธ แต่มันก็ช้าเกินเพราะต้องกินแล้ว เลยซื้อข้าวตราฉัตรถุงเล็กๆไปก่อน ส่วนอีกร้านเป็นร้านมาเลชื่อ KF Oriental Food Mart ร้านนี้ของเยอะกว่ามั่งมี แล้วก็ส่งของทุกวัน แต่ตอนไปร้านมันปิดไปแล้ว เพราะวันอาทิตย์ร้านจะปิดเร็วแทบทุกร้าน
 
 
ถือกันใหญ่ แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรที่แซนเพราะของสดเราซื้อในซูเปอร์ในมหาลัยไปแล้วเลยได้แค่ดอกกุหลาบมาถวาย ร.5
 
แก้วนี่ก็ซื้อจากร้านมือสองในมหาลัยค่ะ จะเรียกว่า charity shop เราก็ไปได้ทัพพี ตะบวยแก้ว รองเท้าบู้ตหนังนิ่มๆ เสื้อโค้ทที่นี่ รวมเบ็ดเสร็จจ่ายไป 750 บาท เพราะมันเป็นของมือ 2 น่ะ แต่เราก็ไม่แคร์ 55555 (มอ บอกให้เอาร้องเท้าไปต้มก่อนฆ่าเชื้อโรค ชั้นว่าเอาไปปิ้งกับฮีตเตอร์น่าจะพอถูไถ)
 
วันจันทร์เราไม่มีอะไรต้องทำ แต่น้องพลอยน้องวุฒิเค้าเริ่ม orientation แล้ว เราเลยเป็นไก่ชวนกันมั่วกับน้องส้มที่เพิ่งมาถึง ตะลุยเดินมหาลัยกับในเมือง คือพอเมื่อวานเดินตามน้องฝนต้อยๆแล้วก็เลยไม่จำทาง คราวนี้เลยลุยเอง
 
ก่อนอื่นก็ไปลงทะเบียน NHS (National Health Service) ที่ Health Center เนื่องจากระบบที่อังกฤษไม่ใช่จะหาหมอจะเดินดุ่ยๆเข้าไปได้ ต้องละทะเบียนว่าเราจะรักษากับหมอในพื้นที่ไหน มีประวัติอะไรบ้าง จะหาหมอก็ต้องนัดล่วงหน้ากันเป็นอาทิตย์ หมอจะสั่งยาก็จะเจอค่า prescription ไป 7.40 ปอนด์ ค่ารักษาฟรี แต่ค่ายาไม่ฟรี คนเลยไม่ค่อยได้ยากัน ดังนั้นใครเป็นอะไรขนยาจากไทยไปเยอะๆ ส่วนเราว่าจะไปนัดหมอเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าต่อ แต่อาจจะยังไม่เอายาเพราะเราขนยามาจากไทยพอกินได้ 4 เดือน
 
พาน้องส้มไปทำกระบวนการเช่นเดียวกับเมื่อวาน แล้วก็ตะลุยเมืองแลงแคสเตอร์
 
วันนี้ก็มาเปิดแพ็คเกจเล่นบีบีด้วย ได้เบอร์มือถือมาอีกเบอร์ (เบอร์แรกได้ตั้งแต่ตอนมาขึ้นรถ coach เขาแจกข้อมูลต่างๆใส่ถุงเป็นแพ็คเก็จไว้ให้ ในนั้นมี sim icard ด้วยซึ่งมีเงินอยู่ในซิม 50 เพ็นนี แต่โทรกลับไทยนาทีละ 2 เพ็นนี ถูกมากมาย)
 
 
วันนี้อากาศเย็นๆ ฟ้าโปร่งมาแป๊บเดียว แล้วก็ครึ้มไป
ขอถ่ายรูปหมาน้อยยยยย
 
จากนั้นน้องพลอยก็นั่งรถเมล์มาสมทบ แล้วก็ไปแซนเบอรี่ (เหมือนเดิม) น้องส้มยิ่งไม่ได้ของยิ่งกว่าเราเมื่อวานอีก เพราะทุกที่เหมือนโดนปล้นหมด ของขาดจากชั้น เลยได้ของสดมาทำอาหารเพิ่ม จากนั้นก็ไปร้านมาเลเซีย คราวนี้ซื้อของหนักๆได้สบายเพราะทางร้านมีบริการส่งของให้ที่มหาลัยทุกวันตอนช่วงหนึ่งทุ่ม
 
ระหว่างรอของเราก็ทำแกงส้มไปพลางๆ เอาข้าวที่หุง(ด้วยหม้อ บอกแล้วว่ามีหม้อไม่ตาย หม้อหุงข้าวไม่จำเป็นต้องมีก็ได้)กับเนื้อทอดมาวางทิ้งไว้ให้หายเย็น พอของมาส่งปุ๊บน้องพลอยก็เอาแซลมอนมาทำแซลมอนเทริยากิที่แฟลตเรา แล้วก็ชวนน้องพิชเพื่อนน้องพลอยซึ่งทำไก่ผัดถั่วมาสมทบมากินข้าวด้วยกัน
 
 
แซลมอนที่เห็นในรูปทั้งหมดนั้น 200 บาทเท่านั้นนะเคอะ
 
 
ก๊วนร่วมโต๊ะ ทางซ้ายคือน้องพิชผู้เคยทำมีดตกปักเท้าตัวเองแล้วไปที่ Health center ซึ่งแค่พันแผลให้ โดยไม่จ่ายยาแม้แต่นิดเดียว เย็บแผลยังไม่เย็บเลย บอกแล้วว่าที่อังกฤษนี่ถ้าไม่ใกล้ตายจริงๆไม่ได้เจอหมอ ไม่ได้ยาอีกต่างหาก
 
รูปนี้แปะในเฟสบุ๊ค เจอพี่อันแซวว่าอะไรจะรัก คปภ.ขนาดนั้น ง่าหนูชอบเสื้อตัวนี้นะ ผ้าหนาดีด้วยเหมาะกับการใส่ที่นี่ (แต่ไม่เหมาะกับใส่ที่ไทย ปี kick off ปีนั้นจะเป็นลมตายเพราะอากาศร้อน)
 
วันอังคาร
 
เราเริ่มต้องเข้า Oreintation กะเขาบ้างแล้ว อันนี้รูปบรรยากาศในห้องก่อน programme director จะเข้ามา
 
สังเกตเหอะมีแต่หัวดำ คือไม่เข้าใจว่าคนอังกฤษเค้าไม่เรียนต่อกันหรือไง เด็กอังกฤษที่นี่มีแต่เด็ก ป.ตรี พอ ป.โท แล้วมีแต่ต่างชาติทั้งนั้นเลย
 
ทีนี้ไฮไลท์อยู่ที่นี่มันไม่ใช่การปฐมนิเทศน์ธรรมดา มันคือวันแห่งการข่มขู่แห่งปี เริ่มตั้งแต่ว่ามีใบสมัครเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 22% แต่เราก็รับเด็กน้อยลงถึง 4% เพราะมหาลัย more selective แล้วพวกที่ไม่คิดจะวิ่งให้เต็มฝีก้าวตั้งแต่แรกก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทุกปีมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่จบ แล้วทางมหาลัยก็จะไม่ให้มีการแก้ตัวใดๆไม่จบก็คือไม่จบ อะไรต่างๆนาๆ ที่สวดยวดกว่าคือตอนที่เป็น sesstion ของเด็ก Master of Research (MRes) ทั้งๆที่ในเวปเขียนหราถ้าสอบผ่าน 70% ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังว่านั่นคือระดับเกียรตินิยม (with distinction) ก็จะได้ขึ้นเอก แต่ที่ไหนได้เอาเข้าจริงบอกว่าเราจะรับเฉพาะเด็กที่จะมุ่งไป academic career เราจะไม่รับเด็กที่จบ PhD ไปแล้วไม่ทำ Research
 
แล้วแต่ละปีก็จะรับเด็กไม่เกิน 7 คน ดังนั้นนอกจากเด็ก MRes ต้องแข่งกันเองแล้ว ก็ต้องแข่งกับผู้สมัครปริญญาเอกจากภายนอกด้วย ซึ่งถ้าเค้าเจ๋งมากๆก็จะรับเข้าเอกไปเลยไม่ต้องมาผ่าน MRes แล้วโดยเฉลี่ยก็ไม่มีใครจบเอกได้ภายใน 3 ปีด้วย (ในเวปไซท์มันเขียนว่าเรียนเอก 3 ปีและอาจเพิ่มเวลาสำหรับการเขียนวิทยานิพนธ์) ได้ข่าววงในมาว่าสถิติจบช้าสุดที่นี่คือ 8 ปี โอ้ววพระเจ้าเหา
 
แถมยังเสริมว่าแต่เด็ก MRes ของที่นี่ก็สามารถไปเข้าเอกของมหาลัยชั้นนำของอังกฤษที่อื่นได้ อย่างปีที่แล้วมีเด็กจบ MRes 2 คน คนหนึ่งข่าวคราวเงียบหาย อีก 2 คนไป exeter อีก 2 คนไป warick อีก 2 คนได้ขึ้นเอกที่นี่ต่อ แล้วก็ถ้าขึ้นเอกทางนี้จะให้ทุน ดังนั้นเราจะเลือกคนที่เป็นสวดยวดจริงๆถึงจะขึ้นเอกของแลงแคสเตอร์ได้
 
อืมมมม งั้นตรูขอบายละกัน ชั้นไม่ได้สวดยวดอะไรขนาดนั้น อีกอย่างที่นี่ก็ไม่ตอบโจทย์ของเราว่าทำไมเราอยากเรียนเอกด้วย เราคิดว่าเราคงจะคุยกับอาจารย์ที่ Bath ดูเพราะได้ยินมาว่าเค้าเพิ่งย้ายมาจาก Swansea (ซึ่งอยู่ rank ต่ำกว่า top 20 ซึ่งที่ทำงานเราไม่ยอมให้ไปเรียนต่ำกว่านี้) แล้วเค้ามีความสนใจด้าน insurance financial reporting ด้วย คิดว่าอยากหาข้อมูลสักนิด อยากให้รู้ว่าตัวเองจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นตารางเรียนแล้วจะบ้า เทอมแรก อเมริกาเรียก Fall term ที่นี่เรียก Michaelmas term (มิคเคลมาสเทอม) ก็ต้องเรียนตั้ง 8 วิชาแล้ว อัดกันเข้าไป เทอม Spring ที่นี่เรียก Lent term เรียน 4 ตัว + ต้องเรียนการเขียน Research ส่วน summer term (อันนี้เรียกเหมือนกัน) ก็ต้องลุยเขียนวิทยานิพนธ์ ซึ่งจะไม่มีคนช่วยทั้งนั้น
 
เด็ก ป.โท ก็ต้องเขียนวิทยานิพนธ์ แต่จะมี advisor กำหนดหัวข้อให้ ให้แนวทางการเขียน แต่เด็ก master of research ต้องคิดเองทำเองคนเดียว course work ก็ต้องทำเดี่ยวในขณะที่เด็ก ป.โท ทำกลุ่ม
 
เพราะเหตุผลคือ "เราต้องการได้เด็กที่แสดงออกทางการสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ บวกทรหดอดทน ทนทายาด"
 
งั้นตรูไม่ผ่าน...........
 
กลับมาจิตตก ซึม จ๋อยแดก รู้สึกเหมือนโดนหลอก ถ้ารู้ว่าเป็นอย่างงี้ไม่มาหรอก ไปเริ่มต้นให้ตรงสายที่ Bath เลยดีกว่า แถมถ้าเรียนไม่จบต้องชดใช้เงินทั้งหมดให้ คปภ. อีก กลับไปสงสัยต้องขายรถขายดอลล์เอาเงินมาใช้คืน
 
เอาเป็นว่าเดินมาแล้วบนเส้นทางสายขวากหนาม No pain, No gain ก็ต้องเดินต่อไป aruki tsutsukeru.....
 
ปิดท้ายด้วยเก็บตกภาพรอบๆมหาลัยจั๊กกะหน่อย
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่ตามอ่านกันมายืดยาวค่ะ วันอาทิตย์นี้เรามีไป Lake Trip แต่ไม่รู้ว่าจะได้ซ่ามาอัพบล็อกหรือเปล่า เพราะว่ามันเปิดเทอมอันมหาโหดแล้วค่า

edit @ 6 Oct 2011 06:28:45 by duck-life