Now she rests in peace - only one dog left
posted on 08 Nov 2009 07:48 by jjapha in Miscellaneous
ตอนนี้เธอนอนอยู่ข้างต้นดอกเขี้ยวกระแต หลุมศพเธอใหญ่กว่าใครเพื่อน เพราะเธอเป็นสาวลูกครึ่งที่ปะป๊าเพิ่งอิมพอร์ตมาจากเยอรมันได้เดือนกว่าๆ น้องสาวเธอคล้ายแม่เลยตัวเล็กกว่าเธอ ก็เลยกลายเป็นเหยื่อให้เธอกลั่นแกล้งตลอดเวลา
เธอเป็นหมาหยิ่ง แม้ว่าอยากจะอ้อนแต่พอเห็นน้องสาวเธอเข้ามาอ้อน เธอก็จะทำใจแข็งไม่ยอมเข้ามา หรือไม่บางทีหมั่นไส้มากๆก็วิ่งเข้าขย้ำน้องสาวเธอ แต่ว่าถ้าอยู่กับเจ้าของสองต่อสองแล้วล่ะก็เธอจะอ้อนๆๆๆ จนตัวคุณเหม็นไปด้วยน้ำลายยืดๆของเธอ
เธอค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง แม้ว่าเชื่อฟังเจ้าของ แต่ถ้าสิ่งที่เจ้าของสั่งเธอไม่เห็นด้วยเธอก็มักอิดออดที่จะทำ อย่างสั่งให้นอนลงเพื่อจะได้เช็ดหูให้ เธอก็จะลีลามากมายกว่าจะยอม หรือเวลาขว้างบอลให้ไปเก็บ ถ้าเธอเหนื่อยแล้วเธอจะเอาบอลไปนั่งทับแล้วก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างน่าหมั่นไส้ อ้อ แล้วเธอก็ไม่ชอบให้ใช้เท้ากับเธอด้วย ถ้าเธอนอนลงแล้วคุณเอาเท้าไปลูบขนเธอ เธอจะสะบัดตัวหนีทันที ต้องใช้มือเท่านั้นเธอถึงจะยอมให้ลูบตัวเธอ
เธอไม่เห่าไร้สาระ แล้วเธอก็รู้ว่าใครเป็นเพื่อนของเจ้านาย แม้ว่าจะเจอกันครั้งแรกก็ยอมให้เพื่อนเจ้านายลูบหัวแต่โดยดี แต่ถ้าเห็นว่าพักพวกยังเห่ากันอยู่เธอก็จะขอแจมด้วย (กลัวไม่เข้าพวกมั้ง)
เธอฉลาดมาก เธอเรียนรู้ไว สั่งไม่กี่ทีเธอก็ทำได้ อย่างบางเรื่องก็ไม่ได้ฝึก เธอจำเอง เช่นถ้าเอามือตบที่อกแล้วบอกให้กระโดด จริงๆก็ไม่ได้สั่งอะไรจริงจังหรือตั้งใจจะฝึก แต่พอทำสัก 2-3 ครั้งเธอก็รู้แล้วว่าต้องกระโดดขึ้นมาเอาขาหน้าเกาะไหล่
ข้อเสียของเธอคือดื่มน้ำน้อย วันๆแทบไม่เห็นเลยว่าเธอดื่มน้ำ ผิดกับแม่และน้องสาวของเธอที่ดื่มน้ำวันละเป็นกะละมัง อ้อแล้วก็นิสัยขี้อิจฉา กว่าจะปล่อยให้น้องสาวเธอกับเธอออกมาเดินในบ้านพร้อมๆกันได้ ต้องรอจนอายุ 6-7 ปีโน่น เพราะตอน วัยรุ่นกัดกันตลอด กัดกันเลือดสาดเลือดอาบ ต้องพาน้องสาวเธอไปเย็บตั้งหลายเข็ม ก็เลยต้องทำคอกกั้นเขตแดนในโรงรถ วันไหนน้องอยู่ที่สนามเธอต้องอยู่ในโรงรถ แล้วก็สลับกันอย่างนี้ทุกวัน เป็นมาหลายปี จนคิดว่าน่าจะแก่ได้ที่ดีกรีบ้าน่าจะลดลงเลยลองเอาออกมาพร้อมๆกันบ้าง ยังจำได้ว่าต้องใช้เชือกยาวๆผูกเธอที่สนามเพื่อไม่ให้วิ่งไปกัดน้องสาวได้
เมื่ออาทิตย์ช่วงวันปิยมหาราช เธอไม่ทานข้าว ซึม จมูกแห้ง ขนยุ่งๆ ที่จริงเธอก็ขนร่วงแบบนี้บ่อยๆ แต่เรานึกว่าเธอผลัดขน เป็นมาหลายปีแล้วแต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา ซ้ำตอนที่พาเธอไปทำหมันช่วงเดือนกรกฎาคมค่าไตเธอก็ยังปรกติอยู่ แต่แล้วเมื่อพาไปหาหมอในวันที่ 23 ต.ค. 52 นั้น ปรากฏว่าเธอเป็นโรคไต แต่ก็ยังก้ำกึ่งอยู่ระหว่างไตวายเฉียบพลันกับเรื่อรัง ส่วนใหญ่ไตวายเฉียบพลันสุนัขจะอาเจียนมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด แล้วก็ตายภายใน 10 วัน
สาวน้อย (หรือว่าแก่ เพราะถ้าเทียบเป็นคนก็อายุ 66 ปี (9 ปี)) ของดิฉัน อาเจียนวันละ 2 ครั้งเป็นน้ำดีออกมา ก็ทั้งให้ทานยาเคลือบกระเพาะ ยาลดอาเจียน ยาไต ให้น้ำเกลือ จนคิดว่าอ้อ พ้น 10 วันแล้วเธอน่าจะเป็นไตวายเรื้อรัง ก็ตั้งใจแล้วว่าจะปวรณาตัวกลับบ้านเร็วมาดูหมาทุกวัน
ทั้งๆที่วันที่ 3 พ.ย. เธอยังเดินไปเดินมาในสนามได้ วันนั้นยังพูดเล่นๆกับแม่อยู่เลยว่าดูสิ มันไปนอนบนหลุมศพเต้ด้วย สงสัยจะซ้อมไว้ก่อน ปรากฎว่าเช้าวันที่ 4 เธอไม่ยอมออกจากกรง นอนน้ำลายยืดหอบหนัก ส่วนเราต้องรีบไปสัมมนาก็เลยไม่ได้ไปดูเขา ยังพูดกับพี่ที่ทำงานเลยว่าเนี่ยถ้าเป็นลูกเรา (ที่เป็นคนนะ) นอนอาการเพียบแบบนี้เราคงเลือกไปดูลูกก่อนแล้วก็ทิ้งสัมมนา สัก 11 โมงเช้า แม่โทรมาบอกว่าให้รีบๆกลับบ้านพาเธอไปหาหมอหน่อยเพราะอาการไม่ค่อยดี นอนไม่ลุกทั้งวัน โชคดีว่าวันนั้นเป็นวันสุดท้ายพิธีปิดเสร็จตั้งแต่บ่าย 2 ก็เลยรีบกลับบ้านพาไปหาหมอ แล้วก็พบว่าเธอโคม่าแล้ว ต้องให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด ซึ่งต้องคุมให้ 3 วินาทีหยด 1 ที คุณหมอกรุณาติดรถกลับมาที่บ้านด้วยเพราะต้องอุ้มเธอลงจากรถ (ตอนไปยังไม่มีสายน้ำเกลือ เลยให้นอนในผ้ายางแล้วช่วยกันยก แต่ขากลับมีน้ำเกลือเจาะติดมาด้วยเลยต้องอุ้มแบบอุ้มเจ้าสาวเลย) แน่นอนว่าให้หมออุ้ม เพราะพวกสาวๆที่บ้านไม่มีปัญญาอุ้มหมาหนัก 42.5 กิโลกรัมได้เลย
พอกลับมาเขาเริ่มถ่ายเป็นสีด้ำคล้ำ หอบหนักมากๆ คืนนั้นทั้งคืนเราวุ่นกับการเก็บอึเขา เปลี่ยนผ้ารองไปหลายเพื่อน คอยเช็ดก้นให้ มันไม่เหม็นอย่างอึหรอก มันเหม็นคาวเหมือนเลือดมากกว่า ทั้งน้ำเกลือก็ไหลช้ามากๆ หมอบอกว่า 7 โมงเช้าถึงจะหมด
เราอยู่กับเธอถึงเที่ยงคืน แล้วก็ไปนอน
ตอนตี 5 ครึ่งเราลงมาดูเธออีกครั้ง เธอหายใจรวยรินมากมาย ตรงแผ่นรองซับที่วางไว้ที่ก้นก็เต็มไปด้วยเลือด+น้ำดี สีแดงคล้ำปนเหลืองไปทางเขียว (สีอะไรหว่า) เราเก็บอึเขา เช็ดก้นให้ แล้วก็ตัดสินใจเอาน้ำเกลือออกแม้ว่ามันจะยังไม่หมดดี เนื่องจากเจาะให้ทางเลือดก็ต้องมีจุกอุด เราก็เอาจุกไปอุดตรงท่อที่ทำต่อไว้ คิดว่าคงทำให้เขาเจ็บ แต่เราก็กลัวว่าถ้าอุดไม่ดีเลือดก็จะออกมาได้แล้วก็จะติดเชื่อ พอถอดน้ำเกลือออก เราก็บอกน้องที่บ้านว่าช่วยจับเขาพลิกตัวหน่อย เขานอนท่านี้มา 12 ชั่วโมงแล้ว
คิดว่าเขาจะเมื่อย เลยไปตัวพลิก แต่มันกลับทำให้เขาเจ็บมาก จนขย้ำแขนเรา เป็นการกัดครั้งสุดท้าย เราคิดว่าเธอคงไม่รู้ตัวแล้ว ตาเธอลอย แล้วก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอย้ำเขี้ยวเธอ 2 -3 ครั้งอย่างไฮสปีดราวกับจะระบายความเจ็บปวดที่เธอได้รับ เราทนจนพลิกเธอวางเรียบร้อยแล้วค่อยเขามือขวาง้างปากเธอออก (ตอนนี้นิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างขวาเลยเยินด้วย) แขนซ้ายเราเป็นรูครบ 4 รู แต่มีรูใหญ่อยู่รูเดียว เสียงร้องโหยหวนของเราปลุกแม่กับน้องให้ลงมาจัดการเช็ดตัวทำความสะอาดเขาต่อ ส่วนเราทำแผล (อุปกรณ์ทำแผลที่บ้านเพียบ เหลือจากตอนทำแผลให้ลอย) แล้วก็ไปทำงาน เพราะคิดว่าฉีดยาบาดทะยักแล้วปีนี้ + หมาเราก็ฉีดพิษสุนัขบ้าทุกปี
ตอน 8.30 น. แม่โทรมาบอกว่าเธอไปแล้ว เธอชักกระตุกแล้วก็ทั้งฉี่ทั้งถ่ายออกมาอีกครั้ง แล้วก็นิ่งตาค้างไป เธอไปตอน 8.00 น. แม่รอดูว่าเธอไปแน่ๆแล้วก็ปิดตาเธอลง แล้วช่วยกับน้องที่บ้านยกเธอไปยังหลุมที่คุณพ่อขุดเตรียมไว้เมื่อคืนแล้ว (ทั้งเต้ และลอย ก็ขุดหลุมรอเหมือนกัน)
เธอไปแล้ว
แล้วก็ขอให้เธอไปดี
Bye bye Seabreeze (a.k.a "C")
ป.ล. สุดท้ายไป ร.พ. ธนบุรี 2 หมอพูดจนต้องฉีดพิษสุนัขบ้าด้วย เดี๋ยววันนี้ก็ต้องไปฉีดเข็มที่ 2 เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้วลดจาก 14 เข็มรอบสะดือเป็น 5 เข็ม ที่แขน)
ป.ล. 2 กลายเป็นเรื่องล้อที่ทำงานว่า "พอหมากัดไอ้ขวัญ หมาตายเลย" ง่า หนูไม่ใช่ไวรัสมรณะนะก๊ะ